“วิโรจน์ – กุลธิดา” กมธ.การศึกษาซักหนักเหตุครูละเมิดสิทธินักเรียน – สพฐ. คอนเฟิร์มครูทำความผิดอาญากับเด็ก นักเรียน-ผู้ปกครองขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดได้ “กลุ่มนักเรียนเลว” อัดกฎกระทรวงเหมือนเศษกระดาษ ไม่ได้คุ้มครองจริง

0
737

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ที่รัฐสภา (เกียกกาย) คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ประชุมพิจารณาในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเด็กนักเรียน เรื่องทรงผม ระเบียนการลงโทษ พร้อมทั้งมีการเชิญตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และผู้ได้รับผลกระทบมาร่วมตอบข้อซักถามและชี้แจง อาทิ ตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขตต่างๆในพื้นที่ๆมีกรณีเกิดขึ้น และตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลวฯ ในฐานะผู้ร้อง

*** “วิโรจน์” ชี้นักเรียน “พร้อมพุ่งชน” – ขอทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรีบแก้ไข-ปรับตัว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกกรรมาธิการ  กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของครูบางคน ตั้งแต่การบังคับจับนักเรียนกล้อนผม การเอาสีไปป้าย การแขวนป้ายประจาย จนกระทั่งเมื่อนักเรียนเอาเรื่องมาเปิดโปง ก็ยังมีการใช้วาจาผรุสวาทเปรียบเทียบนักเรียนเป็นโสเภณี ข่มขู่คุกคาม ไล่นักเรียนไปเรียนที่อื่น เรื่องต่างๆเหล่านี้มีความผิดทั้งทางกฎหมายอาญา ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก อีกทั้งที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการวิจัยออกมายืนยันได้เลย ว่าการลงโทษด้วยวิธีการเหล่านี้จะสามารถสร้างพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นได้ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการไม่ใช่ปัญหา แต่ตอนนี้การบังคับใช้คือปัญหา ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้โรงเรียนทุกโรงเรียนทำตามระเบียบ ตนขอยืนยันว่าที่ผ่านมานักเรียนไม่ได้ทำผิดระเบียบ ครูบางท่านต่างหากที่ไม่ยอมทำตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ แล้วยังใช้วิธีการลงโทษที่ระเบียบกระทรวงยืนยันชัดว่าทำไม่ได้

 “ผมอยากใช้เวทีนี้ในการหารือทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ไม่อยากให้มีการปะทะกันมากไปกว่านี้ ไปดูตอนนี้ วันนี้นักเรียนพร้อมพุ่งชนแล้ว ผมอยากให้ใช้เวทีนี้ในการลดแรงปะทะ ทำให้นักเรียนมีความสุข ครูก็มีความเข้าใจมากขึ้น ร่วมมือกันไม่ให้เขาถูกประทุษร้ายทารุณกรรมในรั้วโรงเรียนแท้ๆ ที่พ่อแม่ส่งลูกมาด้วยหวังว่าจะได้รับความปลอดภัยและไม่ถูกละเมิดสิทธิ” นายวิโรจน์กล่าว

*** “กุลธิดา” ร่วมซัก – “กลุ่มนักเรียนเลว” อัดกฎกระทรวงเหมือนเศษกระดาษ

นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการฯ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกระทรวงได้เคยมีการเก็บสถิติหรือไม่ ว่ากรณีที่ครูหรือบุคลากรในสถานศึกษาได้ทำความผิดเช่นนี้มีกี่กรณี ลักษณะการดำเนินการต่างๆ หลังจากร้องเรียนได้ทำอะไรเอาไว้บ้าง มีกรณีใดบ้างที่ถึงขั้นต้องให้ศาลปกครองชี้ขาดในกรณีทำผิดวินัย และบทบาทของเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ในการติดตามครูที่ทำผิด มีบทบาทและทำอย่างไรบ้าง แล้วคุรุสภาเองที่กำกับในแง่จรรยาบรรณวิชาชีพชั้นสูงได้ทำอะไรบ้างในกรณีเช่นนี้ มีกรณีใดบ้างที่ถึงขั้นยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ในกรณีที่บุคลากรทำผิดอย่างรุนแรง

ด้าน นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ ตัวแทนนักเรียนจากกลุ่มนักเรียนเลว ได้ทำการสอบถามในประเด็นต่างๆ เช่น ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการพยายามย้ำ ว่าระเบียบกระทรวงว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนที่ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 แต่สิ่งที่ตนได้เห็นจริงๆ เป็นแค่ประโยคที่เขียนเอาไว้โดยไม่สามารถคุ้มครองได้จริง แม้ระเบียบจะออกมาร่วมสองเดือนแล้ว ยังคงมีนักเรียนจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่ามีระเบียบนี้อยู่ และมีโรงเรียนจำนวนมากที่ไม่ยอมปฏิบัติตาม หนังสือเวียนก็เป็นเหมือนแค่กระดาษเปล่าที่โรงเรียนไม่ทำตาม มีนักเรียนแจ้งเรื่องเข้ามาที่ตนทุกวันถึงปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมามาตรการของกระทรวงในการคุ้มครองค่อนข้างหละหลวม ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เพราะมีโรงเรียนจำนวนมากพยายามแหกระเบียบนี้ ไม่ทำตาม กระทรวงจะรับประกันได้อย่างไร ให้เกิดการปฏิบัติตามจากสถานศึกษา นอกจากนี้ ระเบียบในข้อ 7 ที่ให้โรงเรียนกำหนดระเบียบเรื่องทรงผมเองได้ก็เป็นปัญหา ทำให้สถานศึกษาออกระเบียบเจาะจงมากกว่าที่กระทรวงกำหนด หลายคนยังสับสนกับคำว่าการออกระเบียบที่ไม่ขัดหรือแย้ง กับระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ หลายๆ กรณีสถานศึกษาตีความไปเกินกว่าที่กำหนดไว้

***” สพฐ.แจงรายละเอียดกฎกระทรวง  ชี้ไม่ได้ปล่อยปละละเลย

นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการ สพฐ. ได้ชี้แจงโดยระบุว่าทาง สพฐ.มีทั้งระเบียบและมาตรการ สิ่งที่ท่านได้นำเรียนเรารับทราบและดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง มีการดำเนินการด้านวินัยกับครูที่กระทำการดังกล่าว เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้ปล่อยปะละเลย การกระทำใดที่ไม่ถูกต้อง หากผู้ปกครองไม่กล้าร้องทุกข์ สพฐ.พร้อมจะดำเนินการให้

ขณะที่ นายโกวิท คูพะเนียด ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายการศึกษา สำนักนิติการสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าทางกระทรวงเองขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายในการให้ลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรง ให้ทำการลงโทษตามระเบียบที่มีเท่านั้น ส่วนเรื่องทรงผม กระทรวงมีความตระหนักว่าที่ผ่านมา มีข้อเสนอว่ากระทรวงควรมีนโยบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงเป็นกฎกระทรวงศึกษาธิการออกมาในปี 2563 โดยยึดหลักให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้นักเรียนชายไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ตราบที่ไม่เลยทิวผม ส่วนนักเรียนหญิงถ้าไว้ยาวก็ให้รวบเรียบร้อย โดยมีข้อ 7 ให้สถานศึกษากำหนดระเบียบของตนเองได้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบ โดยความเห็นชอบของกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน เรื่องนี้กระทรวงเขียนไว้ชัดเจน

“หลังจากมีการออกระเบียบนี้มา ได้มีมาตรการเน้นย้ำออกหนังสือเวียนไปสองฉบับ ให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวง ว่าทุกสถานศึกษาต้องไปออกระเบียบให้ให้สอดคล้อง ยึดหลักการความเห็นชอบและมีส่วนร่วมของนักเรียน ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงเองมีการชี้แจงว่าหลักการนี้เป็นกรอบ และยังเน้นย้ำว่าในกรณีที่นักเรียนคนใดฝ่าฝืนระเบียบของโรงเรียน หากมีการกำหนดระเบียบขึ้นมาโดยชอบแล้ว ในเบื้องต้นให้นักเรียนได้มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน ยังไม่มีการลงโทษ แต่ถ้ามีการฝ่าฝืนและมีความจำเป็นต้องลงโทษ ก็ขอให้ยึดตามระเบียบเท่านั้น คือว่ากล่าวตักเตือน ทำทันฑ์บน ตัดคะแนนพฤติกรรม ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ตามลำดับ นอกเหนือจากนี้ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เราไม่เคยสนับสนุนให้โรงเรียนไปลงโทษนอกเหนือจากระเบียบนี้”  นายโกวิท กล่าว

***ยัน ผู้ปกครอง – นักเรียนขึ้นโรงพักเอาผิดเองได้ ละเมิดทางเพศถึงขั้นถอนใบประกอบวิชาชีพ

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า จากที่ทั้ง สพฐ.และตัวแทนกระทรวงฯได้ชี้แจงมา แสดงว่าตอนนี้ระเบียบกระทรวงไม่อนุญาตให้ครูลงโทษนักเรียนแบบที่เป็นข่าวแล้ว ใครที่กระทำเช่นนี้เท่ากับว่าขัดคำสั่งกระทรวงใช่หรือไม่ ผู้ปกครอง นักเรียน สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษครูผู้กระทำได้หรือไม่ มีการเชื่อมกับคุรุสภาในการถอดถอนใบประกอบวิชาชีพผู้ที่กระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือรุนแรงหรือไม่ เพราะในประเด็นนี้ ตนได้ปรึกษากับนักกฎหมายมาแล้ว หากมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น เด็กนักเรียนสามารถเดินขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดครูได้ หรือผู้พบเห็นสามารถแจ้งความดำเนินคดีแทนเด็กได้ทันที จึงขอให้ทางตัวแทนของ สพฐ.ยืนยันในข้อนี้ด้วย

นายสนิท ระบุว่า เรื่องร้องเรียนต่างๆ ผู้ที่ร้องทุกข์ กล่าวโทษสามารถทำได้ด้วยตนเองหรือโดยผู้ปกครอง หากผู้ปกครองไม่กล้าครูก็ต้องช่วยเด็ก ถ้าครูไม่ทำผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำ ถ้าไม่ทำเขตพื้นที่การศึกษาก็ต้องดำเนินการ เหตุที่เกิดมานี้ มีผู้บริหารในบางโรงเรียนที่ปล่อยปะละเลยจริง เราก็ได้ดำเนินการให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด หากพบว่ามีการปล่อยปะละเลยจริงก็จะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทันที เรื่องนี้ สพฐ.จะต้องรายงานด้วยซ้ำว่าจะต้องทำอย่างไร ส่วนกรณีการแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่ครูมีการกระทำความผิดทางอาญา กรณีนี้เด็กหรือผู้ปกครองสามารถขึ้นโรงพักแแจ้งความได้  ส่วนกรณีที่ถามถึงการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือกรณีร้ายแรงอื่นๆได้มีการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพหรือไม่นั้น ทาง สพฐ.ได้ดำเนินการประสานงานกับทางคุรุสภาตลอดมาในกรณีที่มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น กรณีที่มีมูลมีการสั่งให้พักราชการก่อน และมีการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพไปหลายกรณีด้วยเช่นกัน