“พิธา” ย้ำ กมธ.โควิด ต้องตรวจทั้งงบและมาตรการเพื่อครอบคลุมผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เปิดทางรับฟังปัญหา หาทางเยียวยาประชาชนได้ ชูไม่จำกัดกรอบเวลา 120 วัน แต่ขยายไปตามเวลาใช้เงิน  ด้าน “อดิศร” วอร์คเอาท์ ทันที หลังเสนอเชิญประยุทธ์แจงแต่ไพบูลย์ชิงตัดบท  

0
1687

วันที่ 25 มิถุนายน 2563 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เสนอญัตติด่วนยื่นต่อสภาให้มีการจัดตั้งโดยพรรคก้าวไกล โดยในสัปดาห์ที่แล้วเป็นการประชุมครั้งแรก ซึ่งที่ประชุมได้เลือกนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ทำหน้าที่ประธาน กมธ. โดยในวันนี้เป็นการประชุมเรื่องขอบเขตการทำงานของ กมธ.วิสามัญคณะนี้

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลในฐานะกรรมาธิการได้เสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรตรวจสอบงบกลางที่ได้รับโอนย้ายมาจากงบประมาณปี 2563 ด้วย เพื่อให้ครอบคลุมงบทั้งหมด เพราะงบกลางเป็นงบที่มีแนวโน้มการใช้แบบสะเปะสะปะ นอกจากนี้ ยังควรต้องติดตามตรวจสอบผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลด้วย เช่น มาตรการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการที่รัฐบาลยังไม่ให้นักดนตรีกลับมาทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งเป็นมาตรการคลายล็อกที่ไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก 

“กมธ.วิสามัญชุดนี้จึงควรเข้ามาดูด้วยว่าจะช่วยเหลือเยียวยา รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างไรได้บ้าง และประเด็นสุดท้าย กมธ.วิสามัญชุดนี้ควรต้องมาอายุมากกว่า 120 วัน เพื่อให้เป็นการตรวจสอบติดตามในระยะยาว ต้องดูไปให้ถึงประสิทธิผลด้วย เพราะ พ.ร.ก.กู้เงินให้อำนาจรัฐบาลกู้เงินถึงกันยายน 2564” นายพิธา กล่าว

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการตั้งอนุกรรมาธิการ 3 ชุด ที่เสนอให้ตั้งขึ้นตามพื้นที่ว่าอาจไม่บูรณาการและมีข้อจำกัด 3 อนุกรรมาธิการ ที่ควรมี หนึ่ง อนุกรรมาธิการดูงบประมาณฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เพราะที่ผ่านมาโจทย์ยังไม่ชัด ต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กลางน้ำ สอง อนุกรรมาธิการงบประมาณอื่นๆ รวมถึงงบกลาง และสาม อนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อดูแลรับฟังจากประชาชน อีกเรื่องที่ต้องพูดคือ เรื่องฐานข้อมูลและ IT เพื่อให้สามารถเข้าไปดูในรายละเอียดโครงการทั้งหมด ดูราคากลาง ดูคนที่ชนะ ดูผู้ประมูลเจ้าต่างๆ ถ้าสามารถรวมไว้ในที่เดียว จะทำให้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้กรรมาธิการสามารถไปทำงานต่อได้ 

ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุม นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย เสนอว่า ควรเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเสนอวิสัยทัศน์และตอบคำถาม ต่อ กมธ. เพราะที่ควรต้องตรวจสอบคือฝ่ายการเมือง ไม่ใช่แค่ไปตรวจสอบข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ เพราะเป็นเพียงกลไกที่นายกรัฐมนตรีสั่งการมาเท่านั้น จากนั้น นายอดิศร ได้ขอให้มีการลงมติในที่ประชุมว่าควรเชิญนายกรัฐมนตรีมาหรือไม่ แต่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานกรรมาธิการได้ตัดบททันที นายอดิศร จึงประท้วงด้วยการเดินออกจากที่ประชุมไป

ในช่วงท้ายการประชุม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้สรุปว่า จะพิจารณาโดยกำหนดกรอบการพิจารณาแค่ พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับก่อน ส่วนขอบเขตที่ว่าจะครอบคลุมไปถึง พ.ร.บ. โอนงบหรืองบส่วนอื่นๆหรือไม่ ต้องหลังจากพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้เสร็จก่อน จากนั้นจึงกำหนดการประชุมครั้งถัดไปคือ วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2563 จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและตอบคำถามกรรมาธิการในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และในการประชุมวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2563 จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมาให้ข้อมูลและตอบคำถามเรื่อง พ.ร.ก. สองฉบับในคราวเดียวกัน ได้แก่  พ.ร.ก. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563