หลานอดีตนายกฯ แนะ ถ้าจะทำโพล พรก.ฉุกเฉิน ต้องฟังประชาชนอย่างจริงใจ เสนอ 3 แนวทาง หากทำไม่ได้ รัฐบาลจะอยู่หรือไปก็ไร้ความหมาย

0
682

นายรวิโชติ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย หลานชายหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านเพจพรรคสามัคคีไทย ว่า ตามที่มีกระแสข่าวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะทำโพลถามความเห็นของประชาชน ว่าควรจะยกเลิก หรือให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้ ซึ่งฟังเหมือนจะดีที่รัฐบาลซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร อาจได้สำนึกแล้วว่าประชาชนนั้นคือเจ้าของประเทศที่แท้จริง และจะต้องถือเจตนาความต้องการของประชาชนเป็นหลักในการทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ถึงแม้ในตอนที่ประกาศใช้จะไม่ได้มีการถามประชาชนเลยว่าจะมีคนกี่สิบล้านคนที่จะต้องเดือดร้อนเพราะทำงานหาเลี้ยงปากท้องพ่อแม่ลูกเมียไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ต้องคุมไม่ให้ไวรัสระบาดจนทำให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตายกันมาก การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปเดือนกว่า ปรากฎดังที่ทราบความโดยทั่วว่า การระบาดเหมือนจะคุมอยู่ด้วยการตั้งการ์ดอย่างแน่นหนาเสียจนภาคเศรษฐกิจ​ที่เป็นหัวใจของประเทศเริ่มจะ “ขาดเลือด” แน่นอนโรคระบาดใครก็กลัว แต่วันนี้ต่างจากวันวานที่โลกเพิ่งรู้จักไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์​ใหม่ วันนี้ประชาชนตื่นรู้ถึงการป้องกันตัวเองและคนรอบข้าง หมอพยาบาลมีความเท่าทันต่อการเยียวยารักษา ภาคประชาสังคมตั้งแต่หมู่บ้านขึ้นมาต่างเตรียมพร้อมแล้วที่จะสกัดยับยั้งการแพร่เชื้อและประคับประคองผู้กำลังตกทุกข์ได้ยาก

นายรวิโชติ กล่าวต่อว่า คำถามสำคัญที่สุดในวันนี้จึงอยู่ที่ ควรยกเลิกหรือคง พ.ร.ก ฉุกเฉิน ไว้ และ “คำตอบ” นั้นสำคัญยิ่งกว่าคำถามเพราะมันหมายถืงทิศทางเศรษฐกิจ​ของประเทศซึ่งเกี่ยวรัดกับชะตากรรมของคนจำนวนมหาศาล เป็นการดีที่หากนายกรัฐมนตรี​เลือกหนทางที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตอบคำถามนั้นในฐานะที่ตนเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ติดตามสังเกตการณ์การทำงานของรัฐบาล จึงขอฝากข้อสังเกตไว้ 3 ข้อ หากรัฐบาลต้องการทำโพลเพื่อให้ได้ผลที่สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ประการแรก จะต้องนำเสนอการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียในการที่จะยกเลิก พ.ร.ก ฉุกเฉิน ให้ประชาชนได้รับทราบ โดยข้อมูลนี้ต้องไม่มีอคติเจือปน ใช้ภาษาที่ง่าย กระชับ ไม่กำกวม ใช้สื่อที่เข้าถึงประชาชนได้เร็วและทั่วถึง ประชาชนเขาจะชั่งน้ำหนักเองว่าเขาจะเลือกอะไร ขอแค่รัฐบาลให้ข้อมูลที่เป็นจริง

ประการที่สอง การสำรวจความเห็นจะต้องทั่วถึงกระจายเข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ นั่นคือการทำโพลออนไลน์ ถ้ารัฐบาลเปิดให้คนมาลงทะเบียนแจ้งความเดือดร้อนทางระบบออนไลน์ได้ทำไมจะทำโพลออนไลน์ไม่ได้

ประการที่สาม การทำโพลนี้จะต้องอยู่บนฐานของความจริงใจในการรับฟังเสียงที่ประชาชนสะท้อนออกมา เพื่อนำผลโพลนั้นไปสู่การตัดสินใจดำเนินการ ขั้นต่อไปคือการยกเลิกหรือคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเรื่องความจริงใจนี้ดูไม่ยาก คำถามที่ใช้จะสะท้อนว่าโพลนี้ชี้นำหรือไม่ รวมถึงความรวดเร็วในการทำโพลที่จะสะท้อนว่านี่คือการสร้างฉากก็เพื่อประวิงเวลาในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้เท่านั้น ซึ่งถ้ายิ่งช้ามันก็ยิ่งแสดงว่าใช่ ที่สำคัญที่สุด ผลของโพลนี้จะต้องไม่ใช่ตัวเลขเท็จที่แต่งขึ้นเพื่อหวังผลใดก็ตามที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากที่กำลังเดือดระอุไปทุกหนแห่ง เพราะหากเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจะอยู่หรือไป ตนว่าไม่ต้องทำโพลก็ได้