‘พิจารณ์’ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล หวั่นไทยซ้ำรอย สิงคโปร์ เสนอ 6 มาตรการดูแลแรงงานข้ามชาติ

0
366


นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงแนวทางควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหัวข้อ[บทเรียนแรงงานต่างชาติในสิงค์โปร์ อย่าปล่อยให้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว] ระบุว่า

ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ณ วันนี้ 25 เมษายน 2563 สูงขึ้นจากรอบหลายวันที่ผ่านมา อยู่ที่ 53ราย โดยเป็นแรงงานต่าชาติ 42ราย ตรวจพบในศูนย์กักกัน อ.สะเดา จังหวัดสงขลา เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจเชิงรุก ต่อตัวเลขผู้ติดเชื้อในส่วนของแรงงานต่างชาติที่พบในวันนี้ ทำให้เห็นว่ามีคนบางกลุ่มที่รัฐไม่อาจมองข้ามไปได้และกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ที่สถานการณ์เป็นไปอย่างน่าพึงพอใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับมียอดผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 1,426 คนและสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลาย

.

แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่มีการรับมือได้อย่างมีระบบและถือเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโดยไม่มีการปิดประเทศ (Lock-Down) แต่กลับประสบกับการแพร่ระบาด (Outbreak) ระลอกใหม่อย่างรุนแรงจึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่าอะไรเป็นสาเหตุต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

.

เมื่อพิจารณาตัวเลขและกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ จะพบว่า ในช่วงตั้งแต่เกิดการระบาด (ตารางแนบ) ผู้ป่วยรายใหม่ร้อยละ 81.2 มาจากแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในหอพัก (ประมาณ 9,076 ราย จากผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศสิงค์โปร์11,178 ราย) นอกจากนั้นอัตราการติดเชื้อภายในกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยหอพักยังสูงถึง 2.81% ซึ่งคิดจากจำนวนแรงงานต่างด้าวที่อาศัยในหอพักจำนวนประมาณ 323,000 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวมากกว่าแรงงานต่างชาติในจังหวัดสมุทรสาครเล็กน้อย ซึ่งในช่วงแรกนั้นมาตรการของสิงคโปร์ไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้าไปทำงานภายในประเทศ โดยกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในหอพักที่ค่อนข้างคับแคบและแออัด บางห้องมีผู้อาศัยอยู่มากถึง 12 คนซึ่งหากมีผู้ติดเชื้อแม้เพียงหนึ่งราย สถานการณ์การแพร่ระบาดอาจพลิกผันไปได้เพียงชั่วข้ามคืน อีกทั้งคนกลุ่มนี้มักถูกมองข้ามและเลือกปฏิบัติภายใต้มาตรการของรัฐ จึงเป็นเหตุให้ คนกลุ่มนี้เป็นช่องโหว่ทางมาตรการที่ทำให้สถาณการณ์เลวร้ายลงกว่าที่เป็นมา 

.

เมื่อหันกลับมามองยังกลุ่มแรงงานต่างชาติในไทย ซึ่งข้อมูลทางการล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีจำนวนมากถึง 2.9 ล้านคน  กระจายอยู่ตามเมืองเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติในปัจจุบัน มีเพียงการต่ออายุใบอนุญาตการทำงาน จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนเท่านั้น  แต่มาตรการอื่นยังคงไม่มีความชัดเจน ดังนั้นแรงงานต่างชาติที่จะได้รับสิทธิในการตรวจหาโรคและรักษา จึงมีเพียงแรงงานต่างชาติที่อยู่ในระบบหรือมีประกันสังคม ม.33 ประมาณ 1.17 ล้านคนเท่านั้น (ข้อมูลไตรมาส 3/2562)  ซึ่งหมายความว่าแรงงานต่างชาติอีกประมาณ 1.73 ล้านคน รวมทั้งกลุ่มที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย จะไม่มีมาตรการใดๆ รองรับทั้งการตรวจและรักษาโรค 

.

หลายวันก่อน ผมเพิ่งจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมประชาชนในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีแรงงานต่างขาติมากถึง 2 แสนกว่าราย(ซึ่งเกือบเท่าจำนวนแรงงานต่างขาติในประเทศสิงคโปร์) ภายในชุมชน 43 แห่งในจังหวัด  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่มีความแออัดและเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในลักษณะเดียวกับประเทศสิงคโปร์ นอกจากนั้นผมยังพบว่า แรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีแนวทางและมาตราการที่ชัดเจนในการดูแลคนกลุ่มนี้ 

.

หลักคิดสำคัญในการกำหนดมาตรการควรอยู่บน 3 พื้นฐานที่สำคัญ กล่าวคือ (1) การช่วยเหลือดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน ที่บุคคลหนึ่งควรได้รับ (2) ในฐานะฟันเฟืองชิ้นหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และ (3) บทพื้นฐานการควบคุมและป้องกันจุดเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค 

.

ดังนั้นข้อเสนอสำคัญของผมที่มีต่อรัฐบาลภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นข้อเสนอเพื่อป้องกันเหตุแห่งการระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยรัฐบาลควรกำหนดมาตรการที่ชัดเจน และผสมผสานทั้งในเชิงรุกและเชิงรับใน 6 มาตรการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

.

1. การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันตนเองแก่แรงงานต่างชาติในภาษาที่หลากหลาย 

2. การสร้างเครือข่ายนายจ้างในการติดตามดูแลสุขภาพของลูกจ้างต่างชาติ

3. การสนับสนุนเรื่องอาหารและความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่แรงงานต่างชาติที่ตกงานและไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้

4. การสนับสนุนด้านสถานที่สำหรับแรงงานที่มีความจำเป็นในการกักตัวเอง

5. การดำเนินมาตรการเชิงรุกในการสุ่มตรวจหาเชื้อภายในชุมชนที่มีแรงงานต่างชาติอาศัยจำนวนมาก 

6. การกำหนดมาตรการฉุกเฉินสำหรับการตรวจโรคและดูแลรักษาแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการของประเทศมาเลเซีย  ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบการรักษาและลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโรค

.

ข้อเสนอข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ กลุ่มคนที่หลากหลายและครอบคลุม ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อป้องกันมิให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต