“สามัคคีไทย” แนะรัฐ หลังวิกฤตโควิดต้องยกเครื่องปฎิรูป 3 ระบบกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างเร่งด่วน สร้างความเท่าเทียม เป็นธรรมและทั่วถึง ชี้ รัฐต้องมองเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ประชาชน

0
538

นายนภดล จันโหนง หนึ่งในนักการเมืองรุ่นใหม่ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย ได้นำเสนอถึงปัญหาและโอกาสของประเทศไทยจากบทเรียนโควิท-19 กับการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของรัฐ ผ่านเฟสบุคของพรรคสามัคคีไทย ว่า หากรัฐบาลตีโจทย์การบริการสุขภาพของประชาชน คือ การสงเคราะห์มากกว่าเป็นการจัดสวัสดิการ ถือว่าเรากำลังเดินมาผิดทาง ตนจึงขอเน้นย้ำว่า จากวิกฤตการณ์ครั้งนี้เราได้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ด้านสุขภาพซึ่งเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น การต่อสู้ในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อแนวคิดและหลักปฏิบัติที่เคยมีและเกิดขึ้นมาทั้งหมดในทุกๆเรื่อง ดังนั้น เราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการทบทวนและยกเครื่องปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประเทศที่ยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัดทั้งใน 3 ระบบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องจัดให้เป็นสวัสดิการที่ดีมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพแก่ประชาชนมากกว่าเป็นการสงเคราะห์เพราะความสงสารหรือเห็นใจ

นายนภดล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันระบบบริการสุขภาพของประชาชนคนไทย รัฐบาลได้จัดสรรผ่าน 3 กองทุน ประกอบด้วยคือ 1.กองทุนรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการ 2.กองทุนรักษาพยาบาลประกันสังคม และ3.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยระบบทั้ง 3 กองทุนครอบคลุมการประกันสุขภาพของประชาชนไทยทุกคน และที่ผ่านมาการจัดสวัสดิการของรัฐในการประกันสุขภาพดังกล่าวมักประสบปัญหามีความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของฝ่ายการเมืองที่ไม่สามารถบริหารจัดการให้การเดินหน้าปฏิรูประบบบริการสุขภาพให้เป็นผลสำเร็จ โดยประเด็นปัญหาหลักๆที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและส่งผลเป็นห่วงโซ่อย่างชัดเจนคือ

1.งบประมาณในการอุดหนุนและระบบการจ่ายเงิน โดยกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีระบบการจ่ายตามปริมาณใช้บริการหรือแบบปลายเปิด นั่นหมายความว่าเบิกเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด รัฐอุดหนุนครอบคลุมเฉลี่ย 12,589 บาทต่อคนต่อปี โดยในขณะที่อีก 2 กองทุนเป็นปลายปิด ในส่วนของระบบประกันสังคมเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,959 บาทต่อคนต่อปี ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ 3,600 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งในส่วนเงินอุดหนุนของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเงินอุดหนุนให้กับสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลไปบริหารกันเองในค่าใช้จ่ายทุกด้าน อันหมายความรวมถึงเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งผลที่ตามมาคือ เมื่อเงินอุดหนุนแบบเหมาจ่ายรายหัวของทั้ง 3 กองทุนมีความแตกต่างกัน ส่งผลถึงปัญหาในเรื่องของความไม่เป็นธรรมของการจัดสรรงบประมาณขึ้นอยู่กับปริมาณผู้ป่วย ส่งผลต่อเรื่องของคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน และส่งผลต่อเรื่องของค่าตอบแทนที่เหมาะสม รวมทั้งการใช้งบประมาณในการจ้างบุคคลากรทางการแพทย์ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่

2.สิทธิในการรับบริการและคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน กองทุนรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการผู้มีสิทธิสามารถใช้สิทธิในการรักษาห้องพิเศษรวมทั้งตรวจสุขภาพฟรี ในขณะที่อีก 2 ระบบได้รับสิทธิประโยชน์เพียงห้องสามัญและสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเรื่องการตรวจสุขภาพ ที่มากไปกว่านั้นหากเรามองลึกๆถึงโอกาสในการเข้ารับบริการของผู้มีสิทธิในระบบกองทุนรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการมีโอกาสที่ดีกว่าแน่นอนในการเข้ารับบริการสถานพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่หรือ สถานบริการของรัฐที่มีคุณภาพดีตามหัวเมืองใหญ่ ส่วนผู้มีสิทธิในระบบประกันสังคมสามารถรักษาโดยเลือกใช้สิทธิได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน แต่ผู้มีสิทธิในกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีโอกาสในการเข้าใช้บริการของสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน ที่ต้องยอมรับว่ามีคุณภาพจำกัด ทั้งเรื่องของความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ เครื่องมือทางการแพทย์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการบริการประชาชนต่างๆ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่รัฐอุดหนุนและจัดสรรให้สถานพยาบาล

3.โอกาสในการเข้าถึงการใช้ยาและเวชภัณฑ์ หลักการเบื้องต้นของทั้ง 3 กองทุนคือ ผู้มีสิทธิสามารถเข้าถึงการใช้ยาในบัญชียาหลักของชาติหรือ ยา ED แต่มีความแตกต่างในรายละเอียด กรณีที่แพทย์สมควรให้ใช้ยานอกบัญชีหลักแห่งชาติหรือ ยา Non- ED สามารถเบิกค่าชดเชยบริการได้หากมีการระบุเหตุผลชัดเจนถึงการใช้ยา ประเด็นจึงตกมาอยู่ที่การขาดโอกาสในการเข้าถึงยานอกบัญชีหลักหรือยา Non- ED ซึ่งเป็นดุลยพินิจของแพทย์และมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยหลักการยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติคือ ยาที่ใช้แล้วได้ผลอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์จริงๆ และเป็นยาที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ส่วนโอกาสในการเข้าถึงยานอกบัญชีหลักนั้นโดยส่วนใหญ่ประชาชนจะไม่มีโอกาสในการเข้าถึง แพทย์จะเป็นผู้สั่ง ดังนั้นจะมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องต่อการตัดสินใจของแพทย์ เช่น ราคาสูงกว่ายาในบัญชียาหลักสองถึงห้าเท่า ความเชื่อความคุ้นเคยของแพทย์ต่อการสั่งยาตัวนั้น ความหวังดีของแพทย์ที่เห็นว่าเมื่อผู้ป่วยมีปัญญาจ่ายหรือมีคนจ่ายให้เช่น ทางราชการจ่ายให้ อิทธิพลทางการค้าที่แพทย์และโรงพยาบาลอาจได้ประโยชน์จากยาตัวนั้นๆ การทำกำไรของโรงพยาบาลก็มาจากเงินส่วนต่างค่ายาเช่นกัน

นายนภดล กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพิจารณาข้อมูลจากรายงานของทีดีอาร์ไอฉบับเดือนมกราคม 2562 ที่พูดถึงจำนวนผู้มีสิทธิในระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการ 5 ล้านคน (ร้อยละ 12) ระบบประกันสังคม 10.5 ล้านคน (ร้อยละ 16) และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน (ร้อยละ 72) จะเห็นได้ว่าประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีจำนวนมากส่งผลต่องบประมาณที่รัฐจะต้องให้ความสำคัญในการจัดสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้นซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องเรียกร้องสิทธิให้รัฐแก้ไขปัญหาระบบริการสุขภาพของไทยด้วยการจัดสวัสดิการที่ดีมีคุณภาพ ไม่ใช่การสงเคราะห์ตามสภาพ และถือเป็นหน้าที่ของรัฐ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2560 หมวดที่ 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ มาตรา 55 วรรค 3 “รัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

“ตนอยากเสนอรัฐบาลให้ใช้วิกฤตโควิท-19 เป็นโอกาส ในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของรัฐทั้ง 3 กองทุน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรและบริหารงบประมาณในการอุดหนุนกองทุนให้มีความชัดเจนเท่าเทียมกัน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาสิทธิของประชาชนทุกคนในการรับบริการด้านสาธารณสุขที่ดี มีคุณภาพและมีโอกาสเข้าถึงการใช้ยาและเวชภัณฑ์ทั้งยาในบัญชีหลักและยานอกบัญชี เพื่อลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมกันของทั้ง 3 กองทุน ซึ่งจะถือเป็นการยกระดับเชิงนโยบายของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะในฐานะคนไทยทุกคนย่อมจะมีสิทธิในการเข้าถึงหลักประประกันสุขภาพของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน และไม่ควรมีใครที่จะต้องได้รับสิทธินั้นมากกว่ากัน”