“อนาคตใหม่” จี้กองทัพเปิดเผยข้อมูล “เอ็มโอยู” – “วิโรจน์” เผยต้องเคลียร์ทุกธุรกิจย้อนหลัง – ระหว่างโอน – และในอนาคต ด้าน “จิรัฎฐ์” ชี้อย่าเพียงอ้างใช้เสื้อคลุมความโปร่งใส ดึง “ธนารักษ์” ร่วมซวย

0
1387

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา (เกียกกาย) พรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวกรณีผู้บัญชาการทหารบก แถลงถึงการที่กองทัพบกทำเอ็มโอยูกับกรมธนารักษ์ ที่จะส่งมอบพื้นที่และธุรกิจซึ่งที่กองทัพบกเกี่ยวข้องในเชิงพาณิชย์ หรือเรียกสวัสดิการในเชิงธุรกิจให้ดูแล โดยนายวิโรจน์ กล่าวว่า คำว่าความโปร่งใส ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ 1.การเปิดเผยข้อมูล 2.การตรวจสอบได้ และ 3.ความไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ การตรวจสอบได้ต้องหมายถึงตรวจสอบย้อนหลัง ระหว่างโอน และในอนาคตด้วย จะตรวจสอบได้อย่างไร เปิดเผยได้หรือไม่ เพราะการเซ็นเอ็มโอยูประชาชนไม่ทราบรายละเอียด และนอกจากนี้หลังเซ็นแล้วกิจการทั้งหมด 40 กว่ากิจการ จะเปิดเผยงบการเงิน การเสียภาษี รายงานการตรวจสอบบัญชีได้หรือไม่ เหล่านี้ยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียด เพราะถ้าจะโปร่งใสจริงๆ การเปิดเผยนั้นสำคัญที่สุด การเอาเอ็มโอยูมาเป็นข้อสรุปแล้วไม่มีการเปิดเผย จะเป็นการเปลี่ยนถ่ายความไม่โปร่งใสที่ตรวจสอบไม่ได้จากกองทัพไปสู่อีกองค์กรหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจทำการตรวจสอบยากขึ้นด้วยซ้ำ

“ผมไม่ได้เห็นแย้งในการส่งมอบให้กรมธนารักษ์ดูแลหรือให้มีการจัดจ้างเอกชนมีความชำนาญมาจัดการเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทบทวนคือ พันธกิจที่แท้จริงของกองทัพคืออะไร และการเข้าไปเกี่ยวพันกับกิจการเชิงพาณิชย์ สอดคล้องกับพันธกิจหลักของกองทัพหรือไม่ อะไรไม่สอดคล้องก็ควรคืนรัฐไป แต่อะไรที่มีประโยชน์ตามอ้างว่านำใช้เสริมกับสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อยนั้น ก็ต้องมีการชี้แจงว่า เงินรายได้ส่วนนั้นเท่าไหร่ และอุดหนุนสวัสดิการใด ทำให้สวัสดิการนั้นดีขึ้นกว่าสวัสดิการปกติที่อยู่ในงบประมาณแผ่นดินแล้วอย่างไร ผมเห็นว่า ก่อนเซ็นเอ็มโอยู ถ้าจะโปร่งใส ควรเปิดเผยงบการเงินของ 40 ธุรกิจนั้น เปิดเผยรายงานผลสอบบัญชีให้สาธารณชนทราบเสียก่อน ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะถ้าไม่เคลียร์ข้อมูลต่างๆ ให้ชัด แล้วทำเอ็มโอยู ก็จะเหมือนการทำสิ่งไม่คลุมเครือแล้วเอาเสื้อผ้าไปใส่ให้มันต่อ ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องตั้งข้อสงสัยต่อไป” นายวิโรจน์ กล่าว

ด้าน นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐมนตรี ว่ากระทู้ถามของ ส.ส. เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้าน เพียงสัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง คิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรที่ลำบากที่ท่านจะสละเวลามาตรวจสอบ ซึ่งผลกจากการที่ท่านไม่มาตอบเรื่องสำคัญที่ตนเตรียมกระทู้ถามวันนี้ ซึ่งก็คือเรื่องการเซ็นเอ็มโอยูของกองทัพบกนั้น หมายความว่าอีก 2 เดือนกว่า เรื่องนี้จะไม่อยู่ในเกณฑ์กระทู้สดแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตนเตรียมมาก็อยากนำมาแถลงให้สื่อมวลชนทราบตรงนี้ว่า เรื่องเอ็มโอยูนี้จะเปิดเผยเมื่อไหร่ เพราะถ้าดูจากการให้สัมภาษณ์ของท่านเห็นว่าต้องการให้ 1.เกิดความโปร่งใส 2.ทำให้ผิดเแป็นถูก จริงอยู่การทำเอ็มโอยูทำให้สิ่งที่ผิดเป็นถูกได้ แต่มันยังไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใส เพราะท่านยังไม่เปิดเผยอะไรกับเราเลย ท่านจะล้างไพ่โดยที่ไม่เราไม่รู้ว่าท่านมีกี่ใบและท่านจะรวมกลับมาเท่าเดิมหรือไม่เราไม่รู้ เรื่องนี้จำเป็นต้องถาม

“กรณีคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการ ไม่มีคำพูดนี้ออกจากปาก ผบ.ทบ. หรือ เสนาธิการ ซึ่งเป็นคนรับผิดชอบตามระเบียบสำนักนายกที่อ้างว่ามีสิทธิใช้พื้นที่ราชพัสดุ มีสิทธิทำธุรกิจเชิงพาณิชย์เพื่อสวัสดิการใช้ได้นั้น ประชาชนก็มีสิทธิรู้ว่าที่ท่านทำไป มีกำไร ขาดทุนหรือไม่ ระเบียบสำนักนายกก็กำหนดไว้ คณะกรรมการชุดนี้ต้องเป็นผู้อนุมัติ เสนอ สรุป และยุบกิจการถ้าไม่เข้าเกณฑ์ การจะบอกว่ามีอะไรบ้างที่เป็นผลประโยชน์ แค่ถามคณะกรรมการชุดนี้ก็ได้คำตอบ นอกจากนี้ สวัสดิการเชิงพาณิชย์ที่พูดถึงต้องส่งภาษีสามารถถามสรรพากรได้ หรือกรมธนารักษ์ที่เช็นอนุมัติก่อนเอาที่ราชพัสดุไปใช้ ก็สามารถขอข้อมูลไดได้ ต้องทำให้เปิดเผยกับประชาชน อย่าทำให้เหมือนกับว่าการเซ็นเอ็มโอยูน่าจะกลายเป็นการดึงธนารักษ์เข้ามาซวยด้วย อย่างทำเพียงแค่ใช้เอ็มโอยูมากลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำให้เป็นความโปร่งใส เอาเสื้อคลุมคววามโปร่งใสมาใส ไม่ได้ตอบโจทย์ ประชาชนไม่ได้โง่ขนาดพูดเอ็มโอยูแล้วจบ นักข่าวก็เคยมีคนอ้างซึ่งก็ไม่ได้สนใจ ประชาชนก็ไม่สนใจ ว่าการอ้างเรื่องนี้จะทำให้โปร่งใส ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะ ส.ส. ที่อาจจะมีการตั้ง กมธ. เข้าไปปฏิรูปกองทัพ อยากให้มีการทำให้กลายเป็นเรื่องสำคัญของสังคม เพราะสืบเนื่องจากโศกนาฏกรรมที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก” จิรัฏฐ์ กล่าว