“หมวดเจี๊ยบ” แนะแก้วิกฤติศรัทธากระบวนการยุติธรรมด้วยการพิสูจน์ ไม่ใช่ปล่อยกองทัพไซเบอร์ดิสเครดิตผู้พิพากษา “คณากร”

0
597

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นจากกรณี ท่านผู้พิพากษา คณากรเพียรชนะ ยิงตัวเองบนบัลลังก์ศาลที่จังหวัดยะลา เพราะอึดอัดที่ถูกแทรกแซงการพิจารณาคดีนั้น ควรนำไปสู่การแสวงหาทางออกร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ควรจะผลักภาระไปที่องค์กรตุลาการฝ่ายเดียว เพราะการแทรกแซงคดีอาจเกิดจากการที่รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายอื่น ๆ เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันกอบกู้ศรัทธาของประชาชนคืนมา ด้วยการพิสูจน์ให้สังคมไทยและสังคมโลกเห็นว่าหน่วยกระบวนการยุติธรรมของไทย มีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซง ไม่มีการตั้งธงล่วงหน้า และไม่มีใบสั่งใด ๆ โดยต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของ ศาล อัยการ และตำรวจ ว่าใช้ดุลยพินิจเกี่ยวกับคดีความต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระจริง ๆ ในขณะที่รัฐบาลและกองทัพ ก็ต้องเลิกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ควรแก้ปัญหา โดยการปล่อยให้กองทัพไซเบอร์ออกมาปล่อยข่าวดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือ ของท่านผู้พิพากษา คณากรโดยกล่าวหาว่าท่านจัดฉากยิงตัวเองเข้าที่จุดไม่สำคัญเพราะหวังแค่บาดเจ็บไม่ต้องการให้ถึงตาย ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายการทำสงครามข่าวสาร หรือ I.O แบบที่กองทัพต่าง ๆ นิยมใช้ในยุคสงครามเย็น แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับกรณีนี้ ทั้งยังสะท้อนระดับความต่ำสูงของจิตใจคนที่พูดแบบนี้ด้วย หรือว่าเห็นว่าท่านยังไม่ตาย จึงต้องออกโรงช่วยกันรุมถล่มให้ท่านตายทั้งเป็น ซึ่งก็น่าแปลกที่กลุ่มคนที่ออกมาโจมตีท่านผู้พิพากษา ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระบอกเสียงรัฐบาลและกองเชียร์ลุงตู่

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่มีความเชื่อสะสมมานานแล้วว่ากระบวนการยติธรรมถูกแทรกแซงได้ ไม่ใช่เพิ่งจะมารู้สึกติดลบเพราะเห็นท่านผู้พิพากษายิงตัวเอง แต่ชาวบ้านเห็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐานมาตลอด ตั้งแต่มีการยึดอำนาจ โดยเฉพาะภายหลังการรัฐประหาร ปี 2557 จากปัจจัยแวดล้อม 3 อย่าง คือ 1. ผู้มีอำนาจทำอะไรก็ไม่ผิด เช่น ยืมนาฬิกาเพื่อนก็ไม่ผิด หรือการจงใจกล่าวคำถวายสัตย์ฯไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ผิด หรือ จะแก้ตัวว่าตำแหน่งหัวหน้า ค.ส.ช ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐก็ทำได้ เป็นต้น ปัจจัยแวดล้อมที่ 2. คือ คนที่ย้ายค่ายไปซบเผด็จการ ทำอะไรก็ไม่ผิด เหมือนได้รับโปรย้ายค่าย รับรองหลุดคดี แถมมีตำแหน่งให้ เช่น คดีของ น.ป.ช. ซึ่งทุกคนถูกส่งฟ้องหมด ยกเว้น น.ป.ช บางคนที่ย้ายฝั่งไปอยู่ พ.ป.ช.ร  กลับเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกฟ้อง เพราะส่งฟ้องไม่ทันทำให้คดีขาดอายุความ แถมเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มารับตำแหน่งขึ้นตรงกับนายกฯ ในฐานะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนถูกแซวว่ากลายเป็นสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้ว แล้วจะให้ชาวบ้านคิดอย่างไรกับการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานเช่นนี้ ส่วนปัจจัยแวดล้อมที่ 3 คือ การที่รัฐบาลยังไม่หยุดสั่งให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมือง เห็นได้จากการที่ กอ.รมน. ภาค 4 แจ้งความดำเนินคดี 12 แกนนำ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการ ซึ่งไปเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง ๆ ที่ การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นการใช้เสรีภาพในกรอบของรัฐธรรมนูญ และไม่เข้าข่ายความผิด เพราะไม่มีบทบัญญัตืใดของประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดให้การแสดงความคิดเห็นเป็นความผิด ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่สมควรกลายเป็นคดี เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่การกระทำ ดังนั้น หากทุกฝ่ายค้องการกอบกู้ศรัทธาของ สังคมต่อกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือ อัยการ ก็ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าท่านใช้ดุลพินิจของตัวเองอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้ฟังใบสั่งของใครเพราะกลัวถูกสั่งย้าย แต่พิจารณาคดีไปตามพยานหลักฐาน ดังนั้น หากผู้ถูกกล่าวหา จาก 7 พรรคฝ่ายค้าน และนักวิชาการ ไม่ได้มีความผิด ก็ต้องกล้าที่จะสั่งไม่ฟ้องแม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นคนคิดต่างจากรัฐบาลก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องเลิกแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและอย่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากคนคิดต่าง เพราะหากไม่มีการแก้ปัญหาวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ ก็จะส่งผลเสียต่อประเทศ เพราะไม่ใช่แค่สังคมไทยเท่านั้นที่จับตามองเรื่องนี้ แต่สื่อใหญ่ระดับโลก เช่น BBC The New York Times หรือ AP เป็นต้น ก็ให้ความสนใจข่าวผู้พิพากษาไทยยิงตัวเองเพราะอึดอัดที่ถูกแทรกแซงการพิจารณาคดี ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ปัญหา ก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างประเทศได้.