“ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ” แท็กทีม “อนาคตใหม่” รีเทิร์นสภา เตรียมแจงร่างฯ รธน. “ปลดล็อกท้องถิ่น”

0
114



ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์ สามแกนนำอนาคตใหม่ หวนคืนเวทีสภา เตรียมขึ้นอภิปรายในฐานะผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ “ปลดล็อกท้องถิ่น” ชี้ จะเป็นการระเบิดพลังทางเศรษฐกิจของประเทศไทยครั้งใหญ่ ยกบทเรียนกระจายอำนาจทั่วโลกตอกย้ำยิ่งกระจายอำนาจยิ่งทุจริตน้อยลง หวังสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบหลักการวาระ 1

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เดินทางมายังอาคารรัฐสภา เตรียมขึ้นอภิปรายนำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ ร่างรัฐธรรมนูญ “ปลดล็อกท้องถิ่น” พร้อมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน
.
ธนาธร ระบุว่า การปลดล็อกท้องถิ่นมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและหน้าที่ และมีงบประมาณเพียงพอต่อการดูแลบริการสาธารณะพื้นฐาน ทำได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่กำหนดห้ามไว้ เช่น ห้ามมีกองทัพเป็นของตัวเอง ห้ามมีศาลเป็นของตัวเอง ห้ามมีเงินตราเป็นของตัวเอง โดยร่างฉบับนี้เสนอให้เกิดการกระจายอำนาจและงบประมาณไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงเรายังเสนอให้มีการจัดทำประชามติขอความเห็นจากประชาชน ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการยุบควบรวมราชการส่วนภูมิภาคต่อไป
.
ธนาธรกล่าวต่อไปว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทุกคน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างไปในรายละเอียดบ้าง แต่ทุกคนควรจะเห็นด้วยในหลักการ ให้ผ่านวาระ 1 ไปได้ ก่อนจะนำไปสู่การพูดคุย แก้ไขในรายละเอียดว่าเห็นกันอย่างไรในวาระที่ 2 และ 3 ในอนาคตต่อไป
.
“ผมเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการปลดล็อกพลังและศักยภาพของสังคมไทย ทำให้ประเทศไทยถูกกักขัง ไม่สามารถพัฒนาได้มานาน เดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังและมีส่วนร่วมของประชาชน ความคิดสร้างสรรค์ของประเทศไทยจะถูกระเบิดออกมา นี่จะเป็น New S-Curve ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” ธนาธรกล่าว
.
ขณะที่ปิยบุตร ระบุว่า การรณรงค์ปลดล็อกท้องถิ่นโดยคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล ที่เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ นักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ รวมถึงสามสมาคมที่รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศในทุกระดับ ก็ให้การสนับสนุนร่างฯ นี้เป็นอย่างดี
.
ปิยบุตร กล่าวต่อว่า คณะก้าวหน้าจึงหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้เห็นการร่วมมือกันของทุกฝ่ายให้ร่างฯ นี้ผ่านไปได้ในวาระที่ 1 เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ส.ส. และ ส.ว. หลายคนเองก็มีจุดยืนสนับสนุนการกระจายอำนาจมาโดยตลอด ทั้งนี้ หากร่างฯ นี้ ผ่านวาระที่ 1 ไปได้ แม้มีการยุบสภาก่อนหรือมีการเปลี่ยนแปลงให้สภาสิ้นอายุลง คณะรัฐมนตรีสมัยหน้าหรือผู้เข้าชื่อ ก็สามารถยืนยันกลับมาได้ในสภาชุดต่อไป ส่วนข้อกังวลเรื่องการทุจริตที่จะเพิ่มมากขึ้นนั้น ขอยืนยันว่าการกระจายอำนาจต่างหาก ที่จะทำให้การทุจริตลดน้อยลง
.
“ประเทศไทยมีการทุจริตอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่กระจายอำนาจแล้วไม่มีการทุจริต แต่การกระจายอำนาจจะทำให้การตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ด้วยการตรวจสอบจากภาคพลเมือง เสริมจากกลไกตรวจสอบทุจริตที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และบทเรียนจากอินโดนีเซีย ที่มีการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่เกิดขึ้นแล้ว ก็พบด้วยว่าดัชนีการทุจริตยิ่งต่ำลงเมื่อยิ่งมีการกระจายอำนาจมากขึ้น การกระจายอำนาจจึงไม่ได้เท่ากับกระจายการทุจริตแน่นอน” ปิยบุตรกล่าว
.
ด้านพรรณิการ์ ระบุว่าการปลดล็อกท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องห่างไกลของผู้คนที่กำลังเผชิญวิกฤติเรื่องปากท้องเลย เพราะการปลดล็อกท้องถิ่นจะทำให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนางานและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นบ้านเกิดของทุกคนได้ พาคนไทยที่พลัดถิ่นมาทำงานในเมืองใหญ่ให้กลับบ้านได้ มีงานในพื้นที่ นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความกินดีอยู่ดีของคนไทยทุกคน และคณะก้าวหน้าอยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันจับตาดูการพิจารณาของรัฐสภาในสองวันนี้
.
“นี่จะเป็นการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่ ครั้งสำคัญในช่วง 130 ปีที่ผ่านมา น่าคิดว่าเป็นไปได้อย่างไรถ้าเป็นองค์กร บริษัท หรือประเทศไหนบนโลก ที่อยู่แบบเดิมมานานขนาดนี้แล้ว นี่คือโอกาสที่รัฐสภาชุดนี้จะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 130 ปี นำพาประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้ายิ่งขึ้น” พรรณิการ์กล่าว