ทวงคืนความฝันแบบ ‘อนาคตใหม่’ เริ่มต้นที่กรุงเทพ ‘ธนาธร -ช่อ-ไอติม’ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ หนุน ‘วิโรจน์’ เป็นผู้ว่ากรุงเทพ

0
129

‘ธนาธร’ หวนคืนเวทีปราศรัยใหญ่ เผย 3 เหตุผล ต้องกา ‘วิโรจน์’ และ ส.ก.จากก้าวไกล ยืนยัน การแก้ปัญหาเชิงประเด็นและปัญหาโครงสร้างอำนาจต้องทำไปพร้อมกัน เลือกทำแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ด้าน ‘พรรณิการ์’ ชวน ไปเลือกตั้ง 22 พ.ค. ด้วยความหวัง เหมือนวันที่ไปกาเลือก ‘อนาคตใหม่’ ขณะที่ ‘ไอติม’ ชี้ ปัญหาของกรุงเทพฯ เรื้อรังหนักหนามานาน เชื่อ ‘ยาแรง’เท่านั้น ที่จะรักษาคนป่วยชื่อ ‘กรุงเทพ’ ให้หายขาดได้
.
ในการปราศรัยปราศรัยใหญ่เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพ : รวมพลังอนาคตใหม่ จบปัญหาเรื้อรัง ได้เวลาเลือก ‘ยาแรง’ ณ ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน (วงเวียนใหญ่) ในช่วงค่ำที่ผ่านมา
.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้าในปัจจุบัน กล่าวว่า มีคนจำนวนมากบอกว่าปัญหาของกรุงเทพมีมากมายจนไม่สามารถแก้ได้หรือบอกให้ปล่อยไว้อย่างนั้น ไม่ต้องไปแก้ แต่ตนไม่เคยหมดความหวังต่อเมืองนี้เ หมือนที่ไม่เคยหมดความหวังต่อประเทศไทย และเพื่อทำให้ความหวังเป็นจริง มีแต่การเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เบอร์ 1 และ ส.ก.จากพรรคก้าวไกลเท่านั้นที่จะทำภารกิจนี้สำเร็จได้ ด้วย 3 เหตุผลสำคัญ
.
ประการที่หนึ่ง วิโรจน์ ที่หลายคนไม่รู้จักคือ ‘นักบริหารที่ประสบความสำเร็จ’ ในบริษัทซีเอ็ดซึ่งเป็นบริษัทผลิตหนังสือชั้นนำโดยไต่เต้าจากพนักงานด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี มีโครงการที่ถูกภาครัฐนำไปแนะนำและเป็นต้นแบบให้บริษัทเอกชนหลายแห่งนำไปทำตาม เช่น การทำแคมเปญรับผู้สูงอายุเข้าไปเป็นพนักงานขายหนังสือของร้าน และกำหนดว่าพนักงาน 1 ใน 3 ของซีเอ็ดต้องเป็นผู้สูงอายุ โครงการนี้ได้รับเสียงชมเชยอย่างมาก เพราะในขณะนี้สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่น่ากลัวกว่าในประเทศอื่นๆ เพราะผู้สูงอายุของไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาแก่ก่อนรวย หลายคนซึมเศร้า มองชีวิตไม่มีความหมายเมื่อไม่มีงานทำ โครงการนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ในสมัยช่วงที่ วิโรจน์ เป็น ผอ.ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาองค์กรในขณะนั้น
.
ประการที่สอง วิโรจน์ เป็นนักอุดมการณ์ที่นำคุณสมบัติของนักบริหาร ได้แก่ การมองปัญหา การแยกแยะปัญหาอย่างเป็นระบบ และการเอาเครื่องมือสมัยใหม่ มาแก้และตอบสนองปัญหาได้อย่างทันท่วงทีโดยมาผวกกับความแน่แน่ กล้าหาญ และมีเป้าหมายรับใช้ประชาชน จึงทำให้เขาเป็นทั้งนักบริหารและนักอุดมการณ์ในคนเดียวกัน
.
“การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าต้องเลือกนักบริหาร ผมขอบอกว่าไม่ต้อง เพราะพรรคก้าวไกลมีผู้บริหารและนักอุดมการณ์อยู่ในคนเดียวกัน ซึ่งผลงานในสภาเป็นการพิสูจน์ตัวของเขาต่อประชาชนได้เป็นอย่างดีแล้ว”
.
ธนาธร กล่าวว่า เรื่องวาทศิลป์อาจเป็นจุดเด่นของ วิโรจน์ ก็จริง แต่สำคัญกว่านั้นคือความสามารถในการจับประเด็นในการสื่อสารเรื่องที่ยากให้ง่าย และความกล้าที่จะต่อสู่กับความไม่เป็นธรรม การอภิปรายที่โดดเด่นและทำให้ชื่อของวิโรจน์ เป็นที่รู้จักก็คือ การเปิดโปงไอโอกองทัพเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงไอโออย่างเป็นระบบในสภาผู้แทนราษฎร วิโรจน์ คือคนที่ทำให้คนไทยรู้ทันไอโอและกล้าอภิปรายโดยไม่เกรงกลัวอำนาจของกองทัพ
.
“นอกจากนี้ นโยบายของ วิโรจน์ บอกว่าต้องใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อนำไปเป็นสวัสดิการให้คนกรุงเทพ จะมีงบก้อนนี้ได้ก็ต้องไปเอามาจากงบไม่จำเป็นที่กระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ ถามว่าเงินขนาดนี้จะต้องชนกับหน่วยงานราชการขนาดไหน เรื่องนี้พูดเฉยๆคงทำไม่ได้ จึงต้องการคนแน่วแน่และมั่นคง รักความเป็นธรรมพร้อมปกป้องผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ ทำไมเราจึงมักเห็น วิโรจน์ หน้าตาขึงขัง นั่นเป็นเพราะเขาเจ็บปวด เขาโกรธเพราะเขาเข้าใจคนที่ทุกข์ยาก เขาโกรธแค้นแทนคนที่ถูกกระทำ ดังนั้น มีแต่การไว้ใจคนที่เข้าอกเข้าใจคนที่เจ็บปวดแบบนี้ได้เท่านั้นจึงจะนำพลังนั้นมาสู่ความเปลี่ยนแปลงได้จริง”
.
สำหรับ เหตุผลสุดท้าย ธนาธร กล่าวว่า เป็นเพราะพรรคก้าวไกลพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างกล้าหาญ แม้พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบไป หรือไม่มี ธนาธร ปิยบุตร ก็ตาม
.
“พรรคก้าวไกลเกิดจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผู้คนที่ยังศรัทธาอุมดมการณ์ ส.ส. เจ้าหน้าที่พรรค รวมกันสร้างพรรคนี้ขึ้นมา ผ่านมากว่า 2 ปี แกนนำ สมาชิก ส.ส. แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว พรรคเดินไปข้างหน้าได้อย่างกล้าหาญ ยืนเคียงข้างประชาชน จริงๆ เห็นได้จากการมี ส.ส. และเจ้าหน้าที่โดนคดีความมั่นคงและ ม. 112 เยอะที่สุด”
.
ธนาธร กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้คนศรัทธาพรรคก้าวไกล คือการแก้ปัญหาเชิงประเด็น แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่ามันเป็นไปไม่ได้จริง เพราะโครงสร้างอำนาจไม่เอื้อ นั่นจึงทำให้ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างอำนาจไปพร้อมๆกันด้วย
.
“ทั้งสองอย่างต้องทำไปพร้อมกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ พรรคยังพิสูจน์ว่า ไม่ว่าประชาชนมาจากภาคไหน หรือเป็นใครก็พร้อมยืนหยัดต่อสู้คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ พรรคสู้ไปพร้อมกับคนบางกลอย จะนะ ดงมะไฟ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนต่างจังหวัด ถูกกดขี่ ถูกหลงลืม แต่พวกเขาไม่ทอดทิ้งและทำให้เห็นมาแล้วในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา”
.
ธนาธร ย้ำว่า กทม. ก็ไม่ต่างจากประเทศไทย เพราะรูปแบบโครงสร้างการบริหารก็อปปี้มาจึง ต้องการคนไปแก้ปัญหาเชิงประเด็นและตระหนักว่าต้องจัดการโครงสร้างอำนาจไปพร้อมๆกันจึงจะพาให้ประเทศไทยไปต่อได้
.
“พรรคที่ต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างนี้ถ้าอยากให้มีในประเทศไทย การสนับสนุนที่ดีที่สุดก็คือกาให้เขา พรรคต่อสู้เพื่อประชาชน ประชาชนสนับสนุนพรรค สนับสนุนในทุกการเลือกตั้งเพื่อยืนยันว่า พรรคที่ยืนหยัดเพื่อผู้ถูกกดขี่ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม จำเป็นต้องมีอยู่ในสังคมไทย ด้วย 3 เหตุผลนี้ 22 พ.ค. ผมจะเลือกวิโรจน์ และ ส.ก.จากพรรคก้าวไกล”
.
ขณะที่ พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่และกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 62 ที่ผ่านมาคือการเดินออกไปเลือกตั้งด้วยความหวัง เราหวังว่าจะมีนายกที่ชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และอนาคตใหม่ที่ดีกว่า แต่ความหวังนั้นกลับพังทลายลงด้วยน้ำมือของ กกต. ที่ปรับสูตรการคำนวณ จนฝ่ายประชาธิปไตยมีเสียงไม่ถึงครึ่งสภา ตามมาด้วยเสียงประสานเกือบเอกฉันท์จาก ส.ว. เลือก พลเอกประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเหยียบย่ำซ้ำเติมความหวังของประชาชนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ส่วนคนกรุงเทพฯ เองต้องเสียกลับโอกาสในการมีผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้ง แทนที่ปี 2560 จะได้เลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ตามวงรอบ รัฐบาลเผด็จการกลับตั้ง อัศวิน ขวัญเมือง มาเป็นผู้ว่าฯ ยาวนานถึง 6 ปี ทั้งที่ไม่เคยได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนแม้แต่แต้มเดียว
.
“ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศไหนได้มาอย่างง่ายดาย เราชนะและพ่ายแพ้มาหลายครั้งเป็นเวลา 90 ปี นับตั้งแต่ 24 มิ.ย.2475 แต่เรายังสู้ทุกในสมรภูมิ ทั้งในสภา และในทุกจังหวัดที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัด
.
“เพราะทุกการเลือกตั้งคือโอกาสของการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสของการได้นำเอาผู้แทนความหวัง ความฝันของเรา เข้าไปมีอำนาจในการบริหารประเทศบริหารงบประมาณที่มาจากภาษี จากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเรา และนี่คือเหตุผลที่ทำไม ชาวอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะก้าวหน้าหรือก้าวไกล สู้ในทุกสนามเลือกตั้ง จะเลือกตั้งใหญ่ มีนา 62 เลือกตั้งท้องถิ่น มาจนถึงเลือกผู้ว่ากทม. และนายกพัทยา”
.
พรรณิการ์ ย้ำว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. วันที่ 22 พ.ค. นี้ ขอให้ย้อนกลับไปจดจำความรู้สึกในวันที่ 24 มีนาคม 62 วันที่ไม่มีใครเชื่อว่าอนาคตใหม่จะชนะเลือกตั้งหรือกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ของประเทศ แต่พี่น้องประชาชนกาด้วยเหตุผลเดียว คือพวกเขาหวังจะเห็นอนาคตแบบเดียวกัน หวังถึงบ้านเมืองที่เป็นธรรม ที่คนเท่ากัน หวังว่าหนึ่งเสียงของพวกเขา จะส่งผู้แทนที่มีความฝันเดียวกับประชาชนเข้าสภาได้สักคน
.
“22 พฤษภาคม 65 วันที่เผด็จการปล้นอำนาจไปจากเราเมื่อ 8 ปีที่แล้ว จะกลายเป็นวันที่เราออกไปกา เพื่อแสดงพลังของประชาชนที่ไม่ยอมจำนน กาเพื่อแสดงว่า 8 ปีที่กรุงเทพอยู่ใต้ผู้ว่าที่เราไม่ได้เลือก ประชาชนเจ็บปวดแค่ไหน กาเพื่อแสดงความหวังว่าเราจะขีดเส้นทางอนาคตของกรุงเทพผ่านมือของเราเอง เลือกผู้นำที่พร้อมชน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชน สร้างเมืองที่เป็นธรรม น่าอยู่กว่านี้สำหรับพวกเรา 24 มีนาคม 62 วันนั้นเรายังไม่ชนะ ไม่สามารถเอาคนอนาคตใหม่เข้าไปบริหารประเทศได้ แต่วันนี้ โอกาสเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยปลายปากกาของทุกคน โอกาสที่เราจะได้เริ่มต้นสร้างเมืองที่เท่าเทียมกัน ที่กรุงเทพเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” พรรณิการ์ ย้ำ
.
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล กล่าวว่า หากเปรียบชีวิตคนส่วนใหญ่ของ กทม. เป็นบุคคล ก็เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่กำลังขาดแคลนสารอาหาร 4 อย่างสำคัญ สารอาหารที่ 1 คือ เงินในกระเป๋า ด้วยรายจ่ายหรือค่าครองชีพที่สูง สารอาหารที่ 2 คือเวลาที่ต้องเสียเวลาไป เช่น 50-60 ชั่วโมงต่อปี กับการนั่งอยู่ในรถที่ติดกลางท้องถนน สารอาหารที่ 3 คือ สุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งมีความเสี่ยงหลายรูปแบบ เช่น ฝุ่น PM2.5 หรือทางม้าลายที่ไม่ปลอดภัย และสารอาหารที่ 4 คือ อำนาจการกำหนดอนาคตของตนเอง
.
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าจะมีนโยบายเพื่อเติมสารอาหาร 4 อย่าง ให้กับผู้ป่วยที่ชื่อว่า กทม. อย่างเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาแข็งแรงหายดี เพราะผู้ป่วยป่วยเรื้อรังร่วมหลายโรคมายาวนานเกินกว่าแค่การเติมสารอาหารจะรักษาได้ ห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ ‘ยาแรง’ เท่านั้น
.
พริษฐ์ ชี้ว่า ผู้ว่า กทม. ที่จะเป็น ‘ยาแรง’ ให้กับประชาชนได้นั้น ต้องมี 3 คุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ หนึ่งต้องเป็น ผู้ว่าฯ ที่ ‘กล้าแก้กติกา’ คุณสมบัติที่สอง ต้อง “แท็กทีมได้” ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นยี่ห้อเฉพาะกิจที่มัดรวมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ แต่ก้าวไกลเป็นยี่ห้อที่มัดรวม วิโรจน์ กับ ส.ก. ทั้ง 50 คน บนพื้นฐานของเจตจำนงที่ต้องการจะสร้างเมืองที่คนเท่ากัน และ คุณสมบัติที่สาม ต้องเป็น ผู้ว่าฯ ที่ “มองทั้งประเทศ” พร้อมร่วมแก้ปัญหาให้คนจังหวัดอื่นด้วย ตราบใดที่ กทม. ยังรวมศูนย์อำนาจ งบประมาณ และมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่อาศัยใน กทม. จะกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ
.
“ก้าวไกล ไม่ได้มอง กทม. เป็นสุญญากาศ ที่ตัดขาดจากที่เหลือของประเทศ แต่เราต้องการแก้ปัญหา กทม. ด้วยการมอง กทม. เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ที่จะต้องไม่พัฒนาแบบสวนทางกับจังหวัดอื่น แต่ต้องพัฒนาไปควบคู่กับจังหวัดอื่น หากจะพัฒนา กทม. เราจึงจำเป็นต้องกระจายความเจริญและกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดอื่นได้ เพื่อให้ทุกคนจังหวัดมีสิทธิและงบประมาณเพียงพอในการแก้ปัญหาในพื้นที่ นำโดยผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งของคนในพื้นที่”
.
พริษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ยอมรับว่า ตนอาจจะไม่ได้มีโอกาสรู้จัก วิโรจน์ มายาวนาน แต่นอกจากอุดมการณ์ที่ตรงกันภายใต้ร่มของก้าวไกล แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่มีตรงกันคือ สโมสรฟุตบอลที่รักซึ่งเป็นสโมสรที่พร้อมลงแข่งในทุกสนาม รวมถึงพร้อมจะหักปากกาเซียนและสร้างปาฏิหารย์ในทุกการแข่งขัน
.
“หลายคนอาจจะพยายามทำให้เราหลงคิดไปเองว่า ก้าวไกล ในสนาม กทม. กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง แต่อย่าลืมว่าในการแข่งขันครั้งนี้ เราไม่ได้ตามหลังอยู่ 1 ลูก 2 ลูก หรือ 3 ลูก แต่ในการแข่งขันครั้งนี้ เรายังไม่ได้เริ่มเตะกันด้วยซ้ำ เพราะจนกว่าจะถึงวันอาทิตย์ที่ 22 พ.ค.บัตรเลือกตั้งยังไม่ถูกหย่อนไปในหีบแม้แต่ใบเดียว ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องไม่ใช่เกมฟุตบอลที่เราจะลงแข่งด้วยความกลัว หรือ ความกังวล การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องไม่ใช่เกมฟุตบอลที่เราปล่อยให้ใครมาเขียน script ล็อกผลไว้ล่วงหน้า แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องเป็นโอกาสของพี่น้องชาว กทม. ที่จะไปหย่อนบัตรและขีดเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พริษฐ์ ระบุ