วิโรจน์ชูปราบส่วย เปิดเว็บ “เจอส่วยแจ้งผู้ว่า” ย้ำ แก้ทุจริตต้องเพิ่มการตรวจสอบ ไม่ใช่อ้างคนดี พร้อมชู 3 นโยบายผ่าตัดใหญ่กรุงเทพ เชื่อโปร่งใสกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้

0
440

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ที่ทำการพรรคก้าวไกล สาขาบางแค วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้ที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ว่าที่ผู้สมัครส.ก. เขตบางบอน ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ ผู้พัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นสำหรับเป็นแพลตฟอร์มส่งข้อมูลร้องเรียนต่างๆ ผนึกกำลังร่วมกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ส.ส. เท้ง ส.ส. บางแค พรรคก้าวไกล เปิดตัวเว็บไซต์ “เจอส่วยแจ้งผู้ว่าฯ” เพื่อสร้างการบริหารงานด้วยหลักการเมืองเปิดเผย โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนร้องเรียนและมีการตรวจสอบปัญหาส่วยคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุนของคนหาเช้ากินค่ำ รวมถึงผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายกลาง ไม่ให้ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะอีกต่อไป
.
ภายในงานมีการเชิญผู้ประกอบผู้ได้รับผลกระทบและประสบการณ์ตรงจากการถูกเจ้าหน้าที่รีดไถ เก็บส่วยมาบอกเล่าให้ความรู้สึก
.
รายแรก คุณไก่ สุกฤษฎิ์ ผ่องคำพันธ์ เจ้าของร้านเบอร์เกอร์แอนด์เบียร์ มีทั้ง 7 สาขา การเก็บส่วยมาในรูปแบบของการขอสปอนเซอร์ เขาเปิดเผยว่า “มีมาเดือนละครั้งสองครั้งครับ คล้ายๆ ส่วย ราคาหลักพันถึงหมื่นก็มี ถามว่าผมชนตรงๆ ก็ได้ แต่มันเสียเวลาหากิน เลยคิดเป็น marketing cost ไป” นอกจากนี้เขายังเปิดเผยต่อไปอีกว่า “มีตำรวจมาอ้างว่าผมเป็นเปิดเพลงผิดลิขสิทธิ์ ก็พยายามจะเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ เมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นมิจฉาชีพ” เขากล่าวเสริมถึงช่องว่างและรูปแบบของการเก็บคอร์รัปชั่นจนทำให้มีมิจฉาชีพจับช่องทางและเลียนแบบ
.
อีกหนึ่งผู้ประกอบ คุณ จ.จาน เอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ผู้สมัครส.ส. เขตดอนเมือง เปิดร้านอาหารอีสาน ประเภทยำและส้มตำ เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมสำนักงานเขต ขอเงินกับตนโดยตรง เพราะตนเปิดร้านในสามเขตของกรุงเทพ ซึ่งเขาแบ่งเฉดของการคอร์รัปชั่นเป็น 3 เฉด เฉดขาว เทา และดำ
“เฉดขาว เช่น ทำบัตรประชาชน ขายซอง 5 บาท สินน้ำใจ แต่เฉดที่ผมเจอ จะเป็นเฉดเทา ก็คือเรียกเลย เจ้าหน้าที่สองเขตนี่ไม่ทำอะไรเลย เรียกเงินอย่างเดียว ไม่เหมือนเขตพญาไท ดีก็ดีเลย ทำตามระเบียบ”
.
นอกจากนี้ คุณจ.จานยังได้เพิ่มเติมต่อไปอีกว่า “กระบวนการขอใบอนุญาตร้านอาหารไม่ควรให้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่อย่างเดียว มันทำให้เกิดช่องว่าง กระบวนการร้านอาหารต้องผ่านการอบรมอและตรวจโรค พอจบก็จะตรวจสาธารณูปโภคภายในร้าน ทุกคนไม่ปฏิเสธตรงนี้ แต่พอเราให้ดุลยพินิจกับเจ้าหน้าที่ มันก็มีโอกาสถูกรีดไถ”
.
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ประกอบการ วิโรจน์ยืนยันว่าหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ พร้อมที่จะปราบส่วยด้วยนโยบายสามข้อ ดังนี้

ข้อแรก วิโรจน์เสนอการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้ง่ายต่อการร้องเรียนและนำเสนอข้อมูลอย่างเปิดเผยและมีการตรวจสอบ ยกตัวอย่าง เว็บไซต์เจอส่วยแจ้งผู้ว่าฯ เขากล่าวว่า “การมีแพลตฟอร์มในการรวบรวมหลักฐาน ระบุการกระทำความผิด จะช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต้องดูว่าจริงหรือไม่ หากจริง ต้องดำเนินการเอาผิด และไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ แพลตฟอร์มจะต้องเป็นตัวช่วยเชื่อมประชาชนและผู้ว่าฯ กทม.”
.
ข้อสอง วิโรจน์ชูกลไกการตรวจสอบต้องโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องของจัดซื้อจัดจ้าง “เราต้องสร้างกลไกความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การจะทำให้คนอื่นสะอาดตัวเองต้องสะอาดก่อน จะต้องมีการนำเอาโครงการที่มีมูลค่าสูงทั้งหมดที่มีมาเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ เชิญองค์กรที่อยากตรวจสอบมาตรวจสอบ หากพบความไม่ชอบมาพากลหรือข้อสงสัยก็สามารถส่งข้อมูล คำถามเพื่อการตรวจสอบได้”
.
วิโรจน์ยืนยันว่า “การป้องกันการคอร์รัปชั่นที่ดีที่สุดคือความโปร่งใส ไม่ใช่การอวดอ้างว่าตัวเองเป็นคนดี และใช้การเป็นคนดีที่ตนอุปโลกน์ เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบตนและครอบครัวของตน อย่างนี้ผมเรียกว่าเป็นกระบวนการจอมปลอมที่ไม่สามารถแก้ไขคอร์รัปชั่นได้”
.
และข้อสุดท้าย วิโรจน์ยกตัวอย่างงบกลางในมือผู้ว่าฯ กทม. ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 7,000 ล้านในระยะเวลาไม่กี่ปี นั่นทำให้มีช่องว่างในการคอร์รัปชั่นกับโครงการใหญ่ๆ “ผมตั้งคำถามว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเงินที่เพิ่มมา 7,000 ล้านบาท ผู้ว่าฯ ไม่ได้รับโทรศัพท์จากคนอื่นๆ เจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หากผมเป็นผู้ว่าฯ จะไม่มีงบกลางในมือเกินจำเป็น แต่จัดสรรให้กับประชาชนผ่านโครงการที่เสนอโดยภาคประชาชนเอง เหมือนที่เมืองหลวงเอกของโลกอย่างปารีส ลอนดอน ทำ คือการทำงบประมาณแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมขอย้ำว่ากรุงเทพคือผู้คน ไม่ใช่ทัศนียภาพหรือสิ่งปลูกสร้าง กทม. ต้องเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปากท้องที่ดีขึ้น ไม่ต้องเป็นเมืองติดอันดับโลก แต่ทำให้คนกรุงเทพมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี นี่คือกรุงเทพที่ควรจะเป็น”