ด้านมืด ศธ.! “ดิศกุล เกษมสวัสดิ์” แฉเบื้องลึก เหตุประเมินตกเก้าอี้เลขาธิการคุรุสภา

0
547

จากกรณีที่คณะกรรมการคุรุสภาบอกเลิกสัญญาจ้างตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลงานและการประเมินผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในรอบปีงบระมาณ 2564 นั้น

ล่าสุด (23 ม.ค.2565) ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องนี้ว่า

“แถลงข่าวคราวเรื่องราวให้รับรู้ตามความเป็นจริง ในการประเมินตกเลขาธิการคุรุสภา

เรียนท่านที่เคารพนับถือ เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยร่วมงานกันมา ภาคีเครือข่าย กัลยาณมิตรภาคประชาชน และสื่อมวลชน

วันนี้ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ซึ่งปลดแอกจากเครื่องแบบราชการ สามารถถ่ายทอดผ่านความคิดอิสระ ไม่มีผู้บังคับบัญชามาทำให้เกรงใจ การแสดงความคิดใดๆ เยี่ยงวิญญูชน บนความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่ผมพึงปฏิบัติชี้ชัดตีแผ่ เพื่อเป็นวิทยาทานให้ผู้คนได้เห็นปรากฏการณ์อันมาจากพฤติกรรมมนุษย์ที่มีชุดความคิดของผู้มีอำนาจ

ดั่งนักปราชญ์ทางความคิดโบราณกล่าวว่า “ความดีของมนุษย์จะสิ้นสุดเมื่อเป็นนักการเมือง” ในทางกลับกันผมเห็นว่า “ความดีของมนุษย์จะเด่นชัดที่สุดเมื่อเป็นนักการเมือง” เช่นกัน แต่มักพบว่าความคิดโบราณนั้นจะตรงกว่าในเวลานี้

เรื่องที่ปรากฎเป็นข่าวว่าผมตกการประเมินเลขาธิการคุรุสภานั้น เป็นเรื่องราวข่าวลือที่ผมทราบล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนคณะอนุกรรมการประเมินชุดใหม่ให้มาประเมินแล้วว่า มีธงในการประเมินให้เลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการสกสค.ตก เพื่อให้บุคคลที่มีการ Name ชื่อไว้แล้วมาแทน

ซึ่งช่วงเวลานั้นผมก็คิดแบบสั้นๆ ว่า คงเป็นไปไม่ได้ในข่าวที่ได้ทราบมา ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานนำพาองค์การก้าวหน้าโดยลำดับ ปรากฏผลงานเชิงประจักษ์ที่ทุกท่านสามารถคิดตามดูได้ทั้งใน Youtube กว่า 700 เรื่อง ที่ผมลงมือทำเองจากการทำงานแต่ละวัน

ทั้งประชาสัมพันธ์ใน Facebook, Line, Instagram, Tiktog และ Weblog ซึ่งใช้เวลายามค่ำคืนเป็นประจำ ด้วยชีวิตคือการทำงาน การทำงานคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต หลายท่านที่ติดตามผลงานก็คงทราบดี

แต่สุดท้ายก็มีปรากฏการณ์ที่ข่าวลือนั้นเป็นจริง กับสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 ให้เลขาธิการคุรุสภาตกการประเมิน ด้วยคะแนนเพียง 59 กว่าๆ จากเกณฑ์ 75% ที่บ่งบอกให้เห็นความมีเลห์เพทุบายที่จะสาธยายต่อไป ทำให้เรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษา ถามหาความหมายของธรรมาภิบาลที่นักการเมืองและข้าราชการบอร์ดบริหารจำนวนหนึ่ง และคณะอนุกรรมการประเมินองค์การเหล่านี้ ยังพอมีไหม?

การที่ท่านพิจารณาหลักกฎหมายที่ขาดความเป็นมนุษย์ เป็นบาปบริสุทธิ์จากการออกหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ไม่เป็นธรรม ซ้ำยังขาดความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent validity) ที่ไม่ว่าใครในโลกใบนี้มาเป็นผู้บริหารภายใต้สถานการณ์นี้ก็ถูกประเมินตกมีประตูเดียว ด้วยเป็นการประเมินหลังจากงานเสร็จสิ้นแล้ว ค่อยออกหลักเกณฑ์มาเข่นฆ่า เลขาธิการคุรุสภาเซ็นต์รับการประเมินก็ตก

แม้รู้ว่าเดินทางไปสู่นรกก็เดินด้วยศักดิ์ศรีเครื่องแบบราชการที่เชื่อว่า มีการขอความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาได้แต่ก็หาได้โอกาสรับพิจารณาไม่ ถูกตีตกไปเพราะเซ็นต์ยอมรับเกณฑ์ไปแล้ว เลขาธิการ สกสค.ก็อยู่สถานะเฉกเช่นเดียวกัน เห็นเกณฑ์แล้วจึง action ไม่ยอมรับเกณฑ์การประเมินอันไม่เป็นธรรม ก็จะพบชะตากรรมคือการตกอยู่เบื้องหน้า

บอร์ดก็ยังคงสามารถทำให้เลิกจ้างได้จากการไม่เข้ารับการประเมินด้วยถือกฎหมายในสัญญา สุดท้ายเลขาธิการสกสค.ยอมสละตนเองเพื่อลาออก จึงเป็นทางออกเพื่อบูชาความเป็นธรรมให้สังคมได้จดจำ

หวังว่ากรณีศึกษานี้จะตอกย้ำให้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม ให้เห็นในด้านมืดดำที่ผู้บริหารระดับสูงกระทำตัวอย่างที่ไม่ดี ขอให้กรณีแบบแผนความคิดที่ใช้ประเมินเลขาธิการคุรุสภา และ เลขาธิการ สกสค. จะเป็นกรณีสุดท้ายในกระทรวงศึกษา เป็นตัวอย่างที่มีคุณค่าให้ท่านทั้งหลายที่ยังมีความดีอยู่ในหัวใจ ให้บูชาหลักวิชาการด้วยคุณธรรมที่แท้จริง

(ตอนต่อไปจะเสนอตัวอย่างการขอความเป็นธรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ไม่ได้รับการพิจารณา)”