‘สุรชาติ เทียนทอง’ ย้ำบนเวทีปราศรัย ‘จิตวิญญาณผู้แทนราษฎร’ จะต้องเป็นผู้แทนของประชาชนที่แท้จริง เผยทุ่มเทตลอด 17 ปี ลงพื้นที่พิสูจน์ ‘ไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนก็จะไม่ทิ้ง’ พร้อมอาสาเป็นผู้แทนฯ เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีและศักดิ์ศรีชาวหลักสี่-จตุจักร

0
104

นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เบอร์ 3 เขตเลือกตั้งที่ 9 หลักสี่-จตุจักร พรรคเพื่อไทย ปราศรัยใหญ่บริเวณชุมชนเสนานิคม 2 บนเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 1 ท่ามกลางพี่น้องประชาชนและผู้สนับสนุนที่มาร่วมฟังปราศรัยจำนวนมาก โดยนายสุรชาติ กล่าวว่า การเป็น ส.ส. คือความฝันและพี่น้องเคยทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงมาแล้ว แต่ระยะเวลาขณะนั้นพียงแค่ 2 ปีกว่าๆ ถือว่าสั้นเกินไปที่จะใช้ตำแหน่งหน้าที่ทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน เพราะหลังจากนั้นได้เกิดการรัฐประหารขึ้น แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 7-8 ปีที่ผ่านมาได้ใช้เวลาในการหาความหมายที่แท้จริงของผู้แทนราษฎร
.
ในชีวิตทางการเมืองของผมอาจล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ แต่ได้บอกกันตัวเองว่าเพราะยังเข้าถึงประชาชนไม่พอ และในครั้งที่ชนะก็จะบอกกับตัวเองเสมอว่าเราต้องยิ่งพยายามมากขึ้นไปอีก ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา จึงบอกกับตัวเองเสมอว่าจะต้องพยายามอย่างที่สุด แล้วถ้าพยายามแล้วแต่ยังไม่ได้รับความรัก ก็จะมีข้ออ้างกับตัวเองอีกว่าเรายังทำได้ดีกว่านี้ เรายังไม่เข้าถึงประชาชนมากพอ ดังนั้นจึงต้องพยายามอีก
.
“17 ปีของการทำงานการเมือง ผมทุ่มเทเพื่อพิสูจน์สิ่งเหล่านี้มาโดยตลอดผู้แทนราษฎรของประชาชน” นายสุรชาติ กล่าว
.
สำหรับผม ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น ในส่วนของคำว่า ‘สมาชิกสภา’ อาจจะเป็นเพียงเรื่องของตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สำคัญคือ ‘ผู้แทนราษฎร’ ซึ่งหมายถึงจิตวิญญาณ ที่จะต้องมีหัวใจที่เป็นผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ
.
การเมืองของผมไม่ซับซ้อน ผมมีความเชื่อทางการเมืองง่ายๆ สั้นๆ คือผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ทิ้งประชาชน ประชาชนก็จะไม่ทิ้งเรา และผมยึดถือแบบนั้นมาตลอด ในวันที่ผมได้เป็น ส.ส. ผมเคยสัญญาเอาไว้ว่า พี่ป้าน้าอาครับ ถ้าผมได้รับโอกาสจากพี่ป้าน้าอา ไม่ว่าวันหน้าหรือวันไหน ถึงผมจะมีตำแหน่งหรือไม่ ผมจะอยู่รับใช้พี่ป้าน้าอาตลอดไป มันอาจเป็นเหมือนคำพูดคำหนึ่งของนักการเมืองที่ไม่น่าเชื่อถืออะไร แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คำเล็กๆ นั้นทำให้ผมต้องออกจากบ้านทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตหรือไม่ หรือจะมีตำแหน่งหรือไม่ หรือแม้แต่จะอยู่ในช่วงที่เกิดการรัฐประหารหรือในช่วงที่ผมแพ้เลือกตั้ง ผมใช้คำสัญญาเหล่านั้นเป็นกำลังใจให้ออกไปหาพี่ป้าน้าอาทุกวัน
.
การเมืองของผมง่ายและไม่ซับซ้อน คือเริ่มต้นด้วยการให้เกียรติประชาชนและไม่มีเงื่อนไขกับประชาชน เป็นการรับใช้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะพี่น้องประชาชนจะใส่เสื้อสีอะไร อุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด ผมจะออกไปทำให้เขารู้ว่าไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกผม หรืออาจจะไม่มีวันเลือกผมเลย ถ้าผมมีโอกาสผมจะทำให้เขาอย่างเต็มที่ และนี่คือตัวตนของผม
.
นายสุรชาติ กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดวันนี้เป็นสิ่งที่ยึดถือมาตลอด คือการเมืองที่พูดน้อยๆ แต่ทำเยอะๆ เพื่อเป็นผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้ใช้เวลา 17 ปีพิสูจน์ด้วยการกระทำมาโดยตลอด
.
สุรชาติ เล่าย้อนไปเมื่อ 17 ปีที่แล้วก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ต้องการเป็นนักการเมืองและเดินอยู่ในบริเวณชุมชนเสนานิคม 2 แห่งนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 2548 และใช้เวลาเดินอยู่ 2 ปี ในการเลือกตั้งปี 2550 ได้คะแนนในการเลือกตั้งมาประมาณ 9 พันคะแนน โดยผู้ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนนับแสนคะแนน แต่ก็ไม่เคยละทิ้งความพยายาม และได้บอกกับพี่น้องประชาชนเอาไว้ว่าในปี 50 ผมอาจไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน แต่สักวันหนึ่งผมจะได้รับการเลือกตั้งแน่นอน
.
“ในชีวิตการเมืองของผม ผิดหวังมากกว่าสมหวัง แต่ผมเก็บเกี่ยวทุกอย่างมาค้นหาความหมายของผู้แทนราษฎรที่แท้จริง และวันนี้ผมไม่อยากผิดหวังแล้ว ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าครั้งนี้ต้องชนะให้ได้ แต่จะไม่ใช่การชนะเพื่อตัวเอง แต่ต้องชนะเพื่อศักดิ์ศรีชาวจตุจักร”
.
การเลือกตั้งครั้งนี้ สำคัญที่สุดในชีวิตของผม ไม่ใช่แค่ชนะแล้วใส่สูทไปสภา แต่จะเป็นการพิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำมาตลอดชีวิตว่าคนเดินดินที่อยู่กับพี่น้องประชาชนและเก็บเกี่ยวทุกปัญหามาตลอดจะไปเปลี่ยนแปลงทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นได้
.
ความฝันทางการมืองของผม คือ การได้เป็น ส.ส. ซึ่งก็เคยได้เป็นแล้ว แต่ฝันอีกคืออยากเห็นคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศคือคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ คือ การที่จะต้องทำให้คนไทยทุกคนอยู่ดีกินดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าอุดมการณ์ของผมบวกกับศักยภาพและอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย พวกเราจะสามารถทำได้ และ พรรคเพื่อไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการปฏิรูประบบกราชการครั้งใหญ่ที่สุด หรือการผลักดันโครงการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่ง 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์จากโครงการนี้และได้ช่วยเหลือชีวิตคนไว้จำนวนมาก
.
นายสุรชาติ ย้ำว่า มุ่งมั่นอย่างยิ่งในการทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น และการลงพื้นที่ทุกวันทำให้เข้าใจความเจ็บปวดของประชาชนจากระบบราชการที่ไม่เห็นหัวประชาชน ไม่เคยรับใช้แล้วยังทำตัวเป็นเจ้านายประชาชนตลอดเวลา แม้ส่วนตัวจะเชื่อว่าพี่น้องข้าราชการส่วนใหญ่ของประเทศมีความตั้งใจดูแลประชาชนแต่ระบบราชการที่ไม่เอื้อทำให้ข้าราชการจำนวนมากไม่สามารถทำตามความตั้งใจได้ หากพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเชื่อว่าจะมีการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ เป็นระบบราชการที่รับใช้ประชาชนเหมือนที่ผมรับใช้พี่น้องประชาชนมาตลอด
.
“เราเจ็บปวดจากการบริหารงานในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทั้งเรื่องวัคซีน หรือแม้กระทั่งหน้ากากอนามัย พวกเราฝ่ายการเมืองลงพื้นที่ออกไปเสี่ยงตายเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนตลอด ผมก็มีแค่ตัวกับทีมงานไม่กี่ชีวิต แม้จะไม่กล้าบอกว่าได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แต่ขอให้เชื่อว่าผมได้ทุ่มเททุกอย่างในชีวิต หากผมได้กลับเข้าสภา จะทุ่มเททำงานให้พี่น้องประชาชน และเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องในสภา ส่วนงานในพื้นที่ก็จะรับใช้พี่ป้าน้าอาเหมือนเดิมทุกประการ”
.
สุรชาติ ทิ้งท้ายว่า “ประเทศไทย ไม่เคยขาดคนเก่ง คนเก่งและคนมีความรู้มีอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ประเทศนี้ขาดมาตลอด คือคนที่คิดเป็นและทำงานให้พี่น้องประชาชนตลอดชีวิต ผมขอเป็นคนคนๆ นั้นครับ”