เลขา ครป. ชี้นายกฯ โมโหเพราะประชาชนรู้ทัน 7 ปีสร้างเหลื่อมล้ำเพราะเข้าใจหัวอกนายทุน แต่ไม่เข้าใจหัวอกคนจน แนะไขก๊อกแก้วิกฤตดีกว่าติดกับดักตนเอง

0
136

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงความเท่าเทียมโดยเปรียบเทียบให้คนรวยใช้ทางด่วน คนจนใช้เส้นทางด้านล่างนั้น สะท้อนว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเลย เป็นได้แค่เสนาพาณิชย์ จากความคิดของนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีรัฐเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันก็ได้ ไม่ต้องมีรัฐบาลเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน ไม่ต้องมีการเก็บภาษีเข้ารัฐ เพราะรัฐไม่ต้องทำหน้าที่ ไม่ต้องปกครอง ไม่ต้องบริหารเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกลไกตลาดในระบบทุนนิยม ที่ลดขนาดรัฐให้เล็กลง จริงๆ แล้วแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ ที่เข้าใจหัวอกนายทุน แต่ไม่เข้าใจหัวอกคนจน คนแบบนี้ไม่เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาล เพราะจะไม่ยอมแก้ไขเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมทางโครงสร้าง และจะไม่กล้าขึ้นภาษีทรัพย์สินแก่คนรวยตามแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย เช่นผู้นำที่กล้าหาญในยุโรป ในอเมริกา หรือในเกาหลี ญี่ปุ่น

ความคิดของนายกรัฐมนตรีจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแบ่งแยกประชาชน และส่งเสริมนโยบายความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยอย่างชัดเจน และตลอด 7 ปีที่ครองอำนาจมา เขาทำให้เจ้าสัวอย่างน้อย 5 ตระกูล ทยานร่ำรวยขึ้นแบบก้าวกระโดดรายละหลายแสนล้านบาท บางตระกูลรวยขึ้นมากกว่า 250% บางตระกูลรวยขึ้นมากกว่า 230% จนความเหลื่อมทางเศรษฐกิจของไทยทยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ทยานลง จนลงๆ เต็มไปด้วยหนี้สินครัวเรือนและแบกรับหนี้สินสาธารณะมหาศาล ขณะนี้รัฐไทยกำลังกลายเป็นรัฐ State Charger ที่กลุ่มทุนผูกขาดมีคุมอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจเงินเข้ามามีบทบาทควบคุมอำนาจทางการเมือง โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวโขนและผู้นำกลุ่มเสนาพาณิชย์ ที่นำนายพลอาวุโสและอีลิทข้าราชการเข้ามาปันส่วนผลประโยชน์และเสริมโครงสร้างความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การแก้สัญญาสัมปทานต่างๆ เอื้อเจ้าสัว ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการภายใต้ EEC BOI การงดเว้นภาษี ลดเงินที่กลุ่มทุนต้องจ่ายให้รัฐ และสัญญาเรื่องดาวเทียมไทยคม เป็นต้น โดยเฉพาะการมีนโยบายแปลงสินทรัพย์ของรัฐให้กลุ่มทุนเข้ามาทำการพาณิชย์อย่างเป็นระบบ การอนุญาตให้ควบรวมธุรกิจจนเกิดการผูกขาดตลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ หรือโทรศัพท์ที่ผูกขาดคลื่นความถี่ คนไทยจึงจะเจอคำพูดและนโยบายเหล่านี้จากปากนายกรัฐมนตรีอีกเรื่อยไป หากไม่ไล่ออกไป ประเทศไทยจะเกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งออกไปเรื่อยๆ ดังที่ชาวอุดรธานีตั้งคำถามแล้วนายกฯ ไม่พอใจ และดูถูกประชาชนว่าไม่ได้ติดตามผลงาน โดยที่ไม่รู้ว่าผลงานที่ตนเองทำไปนั้นประชาชนได้ประโยชน์หรือกลุ่มทุนได้ประโยชน์มากกว่ากันแน่ แล้วที่โมโหก็เพราะว่าประชาชนเขารู้ทัน จะไปปิดกั้นการตีความของประชาชนได้อย่างไร นโยบายของรัฐบาลชุดนี้จึงส่งเสริมการแบ่งแยกทางชนชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ และยังส่งเสริมให้เกิดรัฐตำรวจใหม่เพื่อรับใช้ระบอบประยุทธ์

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเคยส่งจดหมายขอความร่วมมือมหาเศรษฐี 20 คนร่วมรับผิดชอบโควิด 19 อยากถามว่ามีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ มีการเสียสละส่วนเกินเพื่อส่วนรวมหรือไม่ รัฐบาลได้ออกกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด คำตอบคือไม่มีเลย ที่ผ่านมากลุ่มทุนชนชั้นนำไทยได้ผลประโยชน์จากส่วนเกินไปจำนวนมากจนร่ำรวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี บ้างก็ร่ำรวยมาจากการให้สัมปทานรัฐ บ้างก็ร่ำรวยมาจากการผูกขาดทรัพยากร ภายใต้การสนับสนุนและคุ้มครองจากรัฐในรูปแบบนิติบุคคล ให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรเพื่อเติบโตและร่ำรวย แต่ระหว่างที่ทรัพย์สินงอกเงยขึ้นนั้นไม่ได้จ่ายคืนแก่รัฐและสังคมให้เกิดความสมดุล แต่กลับจ่ายนอกจ่ายในจนกลายเป็นธุรกิจการเมืองและระบบราชการแบบอุปถัมภ์นิยม

ทั้งที่ทางออกของรัฐบาลคือการออกกฎหมายเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได รัฐบาลย่อมสามารถนำภาษีที่เก็บได้มาพัฒนาสังคมจนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่างๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคืนสู่สังคมอีกระลอกหนึ่ง จนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินมั่งคั่งขึ้นอีกต่อหนึ่ง ในต่างประเทศเขาจึงมีทัั้งภาษีมรดก ภาษีสังคม ภาษีสิ่งแวดล้อมมากมาย มาเก็บตกและแก้ไขโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือการเก็บภาษีคนรวยในสถานการณ์โควิด กับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทขึ้นไปเป็นการเฉพาะกิจ เพื่อแบ่งปันรายได้และทรัพย์สินที่สะสมความมั่งคั่งสร้างความเหลื่อมล้ำมาตลอดหลายปี และการกระจายสินค้าอุปโภค-บริโภคทั้งหลาย ควบคุมปัจจัยสี่ ไม่ให้เกิดการผูกขาด

วันนี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ พ่ายแพ้อย่างหมดรูปแล้วต่อประชาชน นโยบายต่างๆ ที่พรรครัฐบาลเคยหาเสียงมา ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 20,000 บาท และเงินเดือนอาชีวะ 18,000 บาท ไม่มีนโยบายไหนที่ทำได้เลย วันนี้คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่ก่อนหน้าที่ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในโลก และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

“เนื่องในวันรัฐธรรมและวันสิทธิมนุษยชนสากลนี้ ครป.จึงร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวทีตั้งคำถามการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม รวมถึงประเด็นการคุกคามแอมเนสตี้ฯ ในวันพุธที่ 8 ธันวาคมนี้ และวันที่ 10 ธันวาคมนี้จะมีการแถลงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ตกต่ำ 10 ข้อ รวมถึงการอภิปรายเรื่องกับดักวิกฤตรัฐธรรมนูญ ในวันรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยจะจัดเวทีใหญ่ตลอดเดือนธันวาคมนี้” นายเมธา กล่าว