‘วิโรจน์’ เหน็บ ป.ป.ช. อย่าให้คนด่าว่าย่อมาจาก ‘ปกป้องคนชั่ว’ ชี้ สนิมเกิดแต่เนื้อในตน ภาพลักษณ์ตกต่ำ เพราะทำตัวเป็นดาวน์ไลน์ คสช.

0
328

วันที่ 2 ธ.ค.64 รัฐสภา ในวาระพิจารณา รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ปี 2563 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หากได้อ่านรายงานที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร จะรู้ได้เลยว่า อุปสรรคในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศนี้ ส่วนหนึ่งมาจากภาพลักษณ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรจากภาคประชาชน ล้วนเป็นสนิมที่เกิดจากเนื้อในตนทั้งสิ้น เพราะทุกคนทราบดีว่ากลไกป้องกันทุจริตได้ดีที่สุด คือความเปิดเผยโปร่งใส หาใช่งานเอกสารและการตรวจสอบเพ่งโทษ
.
“ต้องยอมรับว่าภาคประชาชนหลายคนกล่าวหาท่านว่า ต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง หน้าฉากเหมือนปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานรอบคอบ แต่ทางปฏิบัติกลับถี่ลอดตาช้างห่างลอดตาเล็น มีการเปิดช่องในการเลือกปฏิบัติและหาเหตุผลในการเลือกปฏิบัตินั้นได้ตลอดเวลา รายงานหน้าที่ 10-11 จากการสำรวจจากประชาชน 4,678 ราย พบว่า ประชาชนเชื่อมั่น ป.ป.ช. อยู่ที่ระดับปานกลาง ได้คะแนนอยู่ที่ 3.33 ป.ป.ช. มีภาพลักษณ์ดีปานกลาง ได้คะแนนอยู่ที่ 3.32 หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการปราบคอร์รัปชั่นของประเทศนี้ได้คะแนนเท่านี้เองหรือ พอมาดูในส่วนของยุทธศาสตร์ ที่มีการกำหนดเป้าหมาย คือ ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต ตั้งเป้าให้สูงกว่าร้อยละ 50 ถ้าภาคปฏิบัติยังเป็นแบบนี้ ยังเป็นหุ่นเชิดอิงแอบกับอำนาจเผด็จการแบบนี้ ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมแบบนี้ ต่อให้อ้างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือแผนปฏิรูปประเทศหนาขนาดไหน เป้าหมายนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้”
.
นายวิโรจน์ ขยายความต่อไปว่า หากดูจาก ปี 61, 62, 63 คะแนนย่ำอยู่ที่ 36 คะแนน ทั้งที่ปี 57 คะแนนอยู่ที่ 38 คะแนน จึงเป็นสิ่งชี้ชัดได้ว่า รัฐประหารไม่มีทางที่จะขจัดคอร์รัปชั่นได้ มีแต่อ้างคุณงามความดี ยกตัวเองเป็นคนดี แล้วก็สร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ และการดำเนินการทางกฎหมายแบบสองมาตรฐาน ที่มีแต่จะทำให้ปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงขึ้น
.
“แถมยังกล้าเขียนด้วยตัวสีแดงใส่กรอบ โทษไปที่คนอื่นอีกด้วย กล้าที่จะบอกว่าเป้าหมายที่ทำให้ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตดีขึ้น ป.ป.ช. ทำไม่ได้โดยลำพัง ก่อนที่จะพูดประโยคนี้ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าทำตัวเองให้ได้ดีแล้วหรือยัง ถามตัวเองหรือยังว่าประชาชนมอง ป.ป.ช. อย่างไร ก่อนโยนให้คนอื่นรับผิดชอบ เพราะท่านคือเสาหลักของแผ่นดินนี้ในเรื่องนี้”
.
นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาของ ป.ป.ช. มีตั้งแต่ที่มาที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านกลไกของคณะรัฐประหาร คสช. เลือกคนมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. แล้ว สนช. ก็แต่งตั้ง ป.ป.ช. แถม คสช. ยังใช้ มาตรา 44 เข้าไปแทรกแซงซ้ำอีก ป.ป.ช. จึงอยู่ในสถานะดาวน์ไลน์ของ คสช. จึงไม่แปลกใจที่ ป.ป.ช. ไม่เคยกล้าที่จะแตะต้องรัฐบาลนี้เพราะเป็นอัพไลน์ของตนเอง
.
“ยกตัวอย่างใกล้ๆ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ระบุชัดเจนว่า ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายวิษณุ เครืองาม 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยที่จะเปิดเผยเพิ่มเติม แต่ ป.ป.ช.แทนที่จะแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม กลับมีมติว่า ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะไปเปิดเผย นี่คือสิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของ ป.ป.ช. ถูกดูแคลนจากประชาชนในประเทศนี้และจะเป็นอุปสรรคในการทำงานต่อไป เพราะท่านหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินมหาศาล อย่าง GT200 ท่านไม่พูด เงินนอกงบประมาณของกองทัพ ไม่พูด แต่ถ้าชอบวงเงินน้อยๆ จะพูดเรื่องการจัดซื้อกางเกงในของกองทัพที่ซื้อเป็นแสนตัว แต่แพงกว่าซื้อตัวเดียวที่ Shopee ก็พูดได้ แต่ก็ไม่พูด”
.
“ที่แย่ที่สุด ก็คือ หลักสูตรอบรมนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) ที่จัดโดย ป.ป.ช. ทั้งที่ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นี้เอง ท่านประธานชวน เพิ่งจะไปแนะนำให้ระวังว่าจะถูกผู้อื่นครหาว่าเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์เฉพาะตัว สองวันต่อมา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งให้ทบทวนการคัดเลือกบุคคลเข้าอบรมในหลักสูตร นยปส. แต่พอเข้าไปตรวจสอบรายชื่อ ในรุ่นที่ 12 และอ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือก ในประกาศการรับสมัครในรุ่นที่ 13 ก็ไม่เห็นว่าจะมีการปรับปรุงการคัดเลือกแต่อย่างใดแล้วจะให้สังคมมองอย่างไร ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ ป.ป.ช. ต้องเอาไปปรับปรุงตนเอง ไม่อย่างนั้นก็จะถูกประชาชนค่อนขอด และตั้งคำถามได้ว่า ป.ป.ช. นี่ย่อมาจาก ปกป้องคนชั่ว หรือปกปิดประชาชนกันแน่”