กมธ. พัฒนาศก. เชิญ ศบค. แจง เลื่อนปลดล็อกธุรกิจกลางคืน ซัด ความผิดพลาดรัฐ เหตุใดกรรมตกที่ประชาชน

0
252

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ เชิญ ศบค. แจงมาตรการเยียวยา ผู้ประกอบการกลางคืน นักดนตรี อาชีพอิสระ ปลดล็อกเปิดกิจการก่อนปีใหม่ ย้ำพร้อมปฏิบัติตามมาตรการรัฐ ซัดแรง ความผิดพลาดรัฐ เหตุใดกรรมตกที่ประชาชน
.
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ที่อาคารรัฐสภา ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะกรรมาธิการ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ ประชุมคณะกรรมาธิการในประเด็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการร้านอาหาร กลุ่มนักร้อง นักดนตรีและอาชีพอิสระกลางคืน จากกรณีรัฐบาลได้ออกประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเชิญ ตัวแทนนักดนตรีอิสระกลางคืน ผู้ประกอบการร้านอาหาร และตัวเเทนจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( ศบค.) ร่วมชี้แจง

ศิริกัญญา กล่าวว่า ในวันนี้เรามีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เกี่ยวกับประเด็นมาตรการของรัฐบาลที่ควบคุม เเละส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภาคธุรกิจกลางคืน เพื่อหาแนวทางและหาทางออกร่วมกัน โดยแอลกอฮอล์ มันเป็นวัฒนธรรมของการกินดื่ม เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตั้งเเต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ยกระดับผลผลิตแปรรูปผลผลิตของเกษตรกร แต่เมื่อนำเรื่องศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงนำให้เกิดข้อจำกัด และกรณีเปิดสถานบันเทิง เราเข้าใจหัวอกของผู้ประกอบการ ที่ถูกปิดกิจการมากว่า 8 เดือน ขาดรายได้ เราคุยกับภาครัฐมาหลายครั้ง จนเราคิดว่าหากเจรจาไม่เป็นผล เราต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรม ในการฟ้องคดีเเพ่งต่อรัฐบาลที่ละเลย ไม่เหลียวแล ผู้ประกอบการ ซึ่งพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้มีการฟ้องแพ่งแบบกลุ่ม ( class action ) ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการสปาและร้านนวด โดยเป็นตัวกลางในการฟ้องรัฐบาลให้กับประชาชน และสถานประกอบการร้านค้า ที่โดนผลกระทบจากมาตรการของรัฐในช่วงโควิดที่ผ่านมา

ขณะที่อัญชลิกา สุรพันธ์ไพโรจน์ ตัวแทนสมาพันธ์สุราและเครื่องแอลกอฮอล์แห่งเอเชีย กล่าววว่า ในเรื่องของการเปิดสถานบันเทิง ในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว จาก 77 จังหวัดปัจจุบันมีแค่ 4 จังหวัดที่ดื่มได้ไม่เกิน 3 ทุ่ม และมียกเว้นใน ภูเก็ตกระบี่ พังงา ในเวลา 23.00 น. ซึ่งในประเด็นนี้ในส่วนของผู้ประกอบการ 311 รายทั่วประเทศได้รวมตัวกันเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศบค. เพื่อให้รัฐบาลเปิดก่อนกำหนดเดิม ซึ่งพวกตนพร้อมจะปฏิบัติตามมาตรการ

“เราได้รับวัคซีนครบแล้ว เราก็รักชีวิตพวกเรา ในฐานะผู้ประกอบการ เราไม่ได้เพียงหวงชีวิตของลูกค้า เราก็กลัวการเกิดเป็นคลัสเตอร์ใหม่ที่มันจะส่งผลกระทบต่อกิจการของเรา มันเป็นความปลอดภัยของครอบครัวเราเองและสังคมรอบข้าง เราอยากให้รัฐบาลทบทวนกฎหมายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้สร้างสมดุลระหว่างสาธารณสุขและการใช้ชีวิตของประชาชน เเละให้มีการขยายเวลาขายหลัง 24 นาฬิกา เฉพาะพื้นที่สำคัญ และทบทวนเพิ่มเติมความเหมาะสมของสถานที่ดื่มในการบังคับใช้ต้องมีตรรกะอย่างเหมาะสม และในประเด็นการห้ามขายออนไลน์ ที่อ้างว่าเพื่อการป้องกันของเด็กและเยาวชน อย่างให้รัฐบาลไตร่ตรองอีกครั้ง และเราต้องการให้รัฐบาลเปิดสถานบริการก่อนวันที่ 16 ธันวาคม หรือถ้าได้ในวันที่ 1 ธันวาคม ก็ดี เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยผยุงกิจการ และชีวิตครอบครัวของพวกเรา”
 
เชน ตัวแทนนักดนตรีอิสระ กล่าวว่า ต้องการความชัดเจนจากรัฐบาล โดยเราพร้อมปฏิบัติตามมาตรการทุกขั้นตอน เราขอความจริงใจจากรัฐบาล อย่างเร็วที่สุดคือในช่วงเดือนธันวา ที่สำคัญในช่วงปีใหม่ เราพร้อมจะมอบความสุขให้กับประชาชน อยากให้ท่านมองเห็นพวกเราว่า อาชีพผมก็คืออาชีพหนึ่ง ให้ท่านเห็นใจพวกเราด้วย

“ความยุติธรรมของรัฐบาลอยู่ตรงไหน เราทำตามาตรการของรัฐมาโดยตลอด เหตุใดอาชีพของเรามันถูกละเลยไป และเชื้อโควิดมันหยุดทำงานตอน 3 ทุ่มหรือไม่ และวัคซีนที่เราฉีดกันภายในประเทศ คุณภาพมันเหมือนกับเพื่อนบ้านของเราหรือไม่ เทศกาลจัดได้แออัดขนาดนั้น แล้วเหตุใดสถานบันเทิงถึงไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล อาชีพของเราไม่ได้มีแค่นักดนตรี ยังมีแม่บ้าน เด็กเสิร์ฟ ต่างๆ พวกเขาเป็นเสาหลักของครอบครัว ในการหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อรัฐสั่งปิดกิจการ พวกเขาก็ขาดรายได้ และการลงทะเบียนตกงาน เราเป็นอาชีพอิสระ เราไม่มีประกันสังคม สลิปเงินเดือน เราจะเอาหลักฐานอะไรไปแสดงเพื่อได้รับมาตรการเยียวของรัฐ ความผิดพลาดที่รัฐกระทำ กรรมมันเกิดขึ้นกับพวกหนูหรือ”

ด้าน ปวิตรา จิตกิจ ผู้ประกอบการร้านอาหาร ระบุว่า ในการขอมาตรฐาน SHA และ SHA+ สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารนั้นยุ่งยาก ในการดำเนินการขอผ่านออนไลน์เท่านั้น เป็นเงื่อนไขและข้อจำกัดต่อผู้ประกอบการในร้านอาหารที่เข้าถึง มันกฎเกณฑ์ที่สร้างผลกระทบต่อการดำเนอนชีวิตของพี่น้องประชาชน

ขณะที่สรพงษ์ ศรียานนท์ เลขานุการ ศปก.ศบค. กล่าวว่า กรณีที่ผู้ประกอบการเร่งการเปิดผับบาร์ สถานบริการกลางคืนนั้น อย่างที่ทุกท่านทราบตามที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุในวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่าจะให้สถานบันเทิงสามารถเปิดได้ในวันที่ 1 ธันวาคม โดยหลังจากนั้นได้มีการหารือและมีการออกข้อกำหนดนำร่องท่องเที่ยว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ผ่อนปรนให้พื้นที่นำร่องสามารถทานเครื่องดื่มได้ในร้านอาหารจนถึง 21.00 น. ต้องการให้ผู้ประกอบการ ประชาชนนึกถึงภาพการแพร่ระบาดในช่วงปีที่ผ่านมาว่ามีผู้เสียชีวิต ผู้ติดเชื้อมาก ซึ่งเราไม่ต้องการให้ภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างเคร่งครัด ซึ่งหลังจากเดือนพฤศจิกายน หน่วยงานได้รับทราบความเดือดร้อนจากผู้ประกอบการสถานบันเทิง ซึ่งมันเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทาง ศบค.ได้นำเรื่องดังกล่าวนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนมาตรการสาธารณสุขอีกครั้ง ล่าสุด มีแนวโน้มในทางที่ดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเข้าสู่ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ดี ขอให้ผู้ประกอบการ สถานบันเทิง ร้านค้า ให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาล ปฏิบัติตามมาตรการรัฐบาลและสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

สำหรับในเกณฑ์ของสถานบันเทิงเข้มกว่าในการขอเครื่อง SHA ของผู้ร้านค้า ร้านอาหาร ศบค. มีมาตรการที่เข้มงวดกว่านั้น เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอีก ในส่วนประเด็น SHA และ SHA+ เราได้รับเรื่องเรียนจากภาคประชาชน ในข้อจำกัดแเละเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เราต้องการให้ท่านปลอดภัย และประชาชนที่มาใช้บริการท่านก็ปลอดภัย

ด้าน เท่าพิภพ โฆษกกรรมาธิการ กล่าวว่า ยินดีที่หน่วยงานรัฐบาลมาชี้แจง เพราะก่อนหน้านี้หลายครั้งเป็นหน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงมาชี้แจง ตนในฐานะอดีตเป็นผู้ประกอบการ เคยได้รับผลกระทบ จนต้องปิดกิจการลงไป มันเหมือนเป็นการทิ้งความฝันของตัวเอง กับสิ่งที่เราสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ผมจึงเข้าใจในหัวอกผู้ประกอบการ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการ ผ่อนปรนในการเปิดกิจการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต่อชีวิต ต่อลมหายใจให้พวกเขา และการที่มาโทษสถานประกอบการกลางคืน ร้านเหล้าอย่างเดียวมันไม่แฟร์ เพราะคลัสเตอร์แรกๆ สนามมวย บ่อนไก่ ยังเปิดได้ ท่านควรปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานต่อสังคม ผมอยากให้ท่านเห็นแก่คนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งที่เกิดทั้งหมด คือความผิดพลาดจากการบริหารงานของรัฐบาล

นภัสชล ทองสมจิตร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและเเผนงาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในส่วนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มาตรการในการเยียวยาทางรัฐบาลได้มีการเยียวที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งล่าสุด ทางรัฐบาลให้ผู้ประกอบการไปลงทะเบียน ที่กรมการจัดหางานพร้อมจ่ายเงินชดเชยเป็นระยะเวลา 3 เดือน นี่เป็นนโยบายที่รัฐบาลสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยังคงการจ้างงานไว้ เป็นวงเงิน 37,000 กว่าล้านที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการทุกสาขาอาชีพ เงินที่ได้รับจากรัฐบาลตรงนี้จะเป็นการยกเว้นในการชำระภาษีด้วย

ทั้งนี้ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมาธิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนรู้สึกเห็นใจผู้ประกอบการ จากการผิดพลาดของการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า หากเราได้รับวัคซีนได้ไวกว่านี้ จะทำให้ประชาชน ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนได้หายใจ ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไวขึ้น หากระบบสาธารณสุขรองรับได้ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงได้ เราจะสามารถผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน และเราสามารถกระจายวัคซีนให้กับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมา มาตรการของกระทรวงแรงงานเป็นการผลักภาระของผู้ประกอบการทั้งหมด