“ศ.สุชาติ” ชี้ 15 ปีหลัง รปห.49 ประเทศไทยเสื่อมถอย แนะต้องเปลี่ยนผู้นำ ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน

0
423


2 พฤศจิกายน 2564 ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า 15 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ประเทศไทยมีความเสื่อมถอยในเกือบทุกด้าน คือ

เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ คือขยายตัวเพียงปีละ 2-3% บางปีอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซี่ยน

ความเหลื่อมล้ำรุนแรงมาก เป็นอันดับที่ 1 ของโลก คือในปี 2561, CS Global Wealth report รายงานว่า คนไทย 1% มีทรัพย์สินมากถึง 66.9% ในขณะที่คน 99% มีทรัพย์สินเพียง 33.1% มีคนจนที่สุด 10% ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย

ธนาคารโลกแถลงว่า คนไทยที่รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (รายได้ต่ำกว่า 165-170 บาทต่อวัน) มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 1.5 ล้านคน คือเพิ่มขึ้นจาก 3.7 ล้านคนในปี 2562 เป็น 5.2 ล้านคนในปี 2563

ใน 180 ประเทศ ประเทศไทยมีการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นมาก คือเพิ่มจากอันดับที่ 59 ในปี 2548 เป็นอันดับที่ 104 ในปี2563

ประสิทธิภาพรัฐบาลแย่ลง ดูจากความสามารถในการฟื้นตัวจากปัญหาโควิด อยู่ในอันดับต่ำมาก คืออันดับที่ 118 จาก 120 ประเทศ

ภาครัฐบาลเพิ่มขนาดเร็วมาก ใช้จ่ายในสิ่งไม่จำเป็นมากขึ้น เช่น การโฆษณาตนเอง, การทำ I-O, การตรวจสอบจับผิดประชาชน การใช้กำลังคุกคามประชาชน เป็นเงินปีละ 2-3 แสนล้านบาท

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง การส่งออกสินค้าบริการเติบโตต่ำ มีหลายปีที่เติบโตติดลบ

การจัดการศึกษาแย่ลง แต่ใช้เงินมากขึ้น โดยไปเน้นการให้การศึกษาแบบโบราณครอบงำความคิดแบบศักดินา มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่น้อย

มีความแตกต่างในความคิดและวิสัยทัศน์ ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่อย่างมาก คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าประเทศไทยไม่มีอนาคต จึงลุกขึ้นเรียกร้อง แต่รัฐบาลใช้วิธีการจับกุมคุมขังเด็กๆ ทั้งที่เพียงแค่ถูกกล่าวหา ยังไม่ถูกพิพากษา

ที่เป็นปัญหามากก็คือ รัฐบาลไม่มีความรู้สึกถึงความเร่งด่วน​ ที่ต้องแก้ไขปัญหา

ศ.สุชาติ ระบุว่า ประเทศไทย จะต้องหยุดการไหลลงของเศรษฐกิจ และหยุดความทุกข์ยากของประชาชน​ โดย

(1) เปลี่ยนผู้นำรัฐบาล เปลี่ยนวิธีคิดในการปกครอง เพราะผู้นำปัจจุบันมาจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร ผิดกฎระเบียบโลก จึงไม่มีทางที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ นอกจากนี้ยังไม่มีความรู้ มีแต่ความรู้สึก ตัดสินใจเป็นเรื่องๆ ไปวันๆ ส่วนใหญ่ผิดทิศทาง ซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคมไทย สังคมโลก ผลการตัดสินใจมักขัดแย้งกัน

(2) ให้มีผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นได้ มาจากการเลือกตั้งของประชาชน​ มีภาพพจน์ดี ประวัติดี เก่ง ฉลาด ซื่อสัตย์ ไม่โกง เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก จึงจะเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ

(3) ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ เครื่องมือที่มีพลังและเร็วที่สุด คือ การปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินบาทแข่งขันได้ ประมาณ 36-40 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ Nominal Effective Exchange Rate (NEER) กลับมาเทียบเท่ากับอัตราก่อนการปฏิวัติ หรือหากเปรียบเทียบกับเงินริงกิตมาเลเซีย คือ 1 ริงกิตเท่ากับ10 บาทเหมือนสมัยก่อน (ปัจจุบัน 1 ริงกิตเท่ากับ 7.96 บาท ซึ่งหมายความว่า ค่าเงินบาทยังแข็งเกินไปประมาณ 20% เทียบกับก่อนการปฏิวัติ) ซึ่งจะทำให้อัตราความเจริญเติบโต เพิ่มขึ้นจาก 2-3% เป็น 5-6% ภายในเวลา 1 ปีครึ่งเท่ากับว่ามี GDP ส่วนเพิ่ม ขึ้นมาอีก 5 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน ที่​ GDP เท่ากับ 16 ล้านๆ บาท ซึ่งรัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น 75,000 ล้านบาท รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้นปีละ 7,000 บาท จาก 235,000 บาท เป็น 242,000 บาทต่อคนต่อปี

(4) เครื่องมือนี้มีต้นทุนคือ ราคาสินค้านำเข้าและน้ำมันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อปีดังนั้น ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิ 6,000 บาทต่อคนต่อปี เมื่อ​ GDP​ สูงขึ้น ประชาชนจะมีงานทำและมีรายได้สูงขึ้น จะไปลดอัตราการก่อหนี้ของประชาชน ทำให้ยอดหนี้ครัวเรือนปัจจุบันเกือบ 93% ของ GDP จะชะลอตัวลงและค่อยๆ ลดลงไปในระยะปานกลาง​ หนี้รัฐบาลก็จะชะลอตัวลงด้วย​ เพราะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

(5) เมื่อประเทศมีอนาคต โดยอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเป็น 5-6% ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น ลงทุนมากขึ้น ใช้จ่ายสูงขึ้น ก็จะสร้างความเชื่อมั่นของคนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ เงินลงทุนจะไหลเข้ามามากขึ้น ทำให้ GDP growth rate สูงขึ้นอีกในปีต่อๆ มา

(6) เพื่ออนาคตของลูกหลานไทย ควรยกเลิกกฎหมายที่มีลักษณะล้าหลัง ที่ประเทศพัฒนาแล้วเลิกใช้แล้ว เช่น มาตรา112, 116 จัดให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง กำหนดระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งแน่นอนให้เป็นระบบสภาเดี่ยว เพื่อประหยัดงบประมาณ และทำให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

(7) ทำให้ระบบศาลยุติธรรม มีความซื่อสัตย์ซื่อตรง ลดลักษณะอำมาตย์ ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการรัฐธรรมนูญเหมือนก่อน ลดขนาดกองทัพ ลดจำนวนทหาร เลิกทหารเกณฑ์​ ใช้ทหารอาสาสมัคร​ ให้กระจายอำนาจสู่ระดับครัวเรือน เพื่อลดการฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้เลิกราชการส่วนภูมิภาค มีเฉพาะรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น

“ทั้งหมดนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของประเทศ​ไทย ให้มีความก้าวหน้า ลดอำนาจขุนศึกขุนนางและศักดินา เพิ่มอำนาจประชาชน เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย​ เพื่อประชาชน”  ศ.สุชาติ กล่าว