ศรีสุวรรณ บุกร้อง กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของไพบูลย์ขาดจากความเป็น สส. หรือไม่

0
1127

วันนี้ 4 ก.ย.62 เวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นคำร้องให้ กกต. ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยสถานภาพความเป็น สส. ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่ายังคงมีสถานะเป็น สส. อยู่อีกหรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากดารที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หน.พรรคประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องขอเลิกกิจการพรรคประชาชนปฏิรูปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้พรรคประชาชนปฏิรูปสิ้นสภาพพรรคการเมืองไปแล้วนั้น

การเลิกพรรคประชาชนปฏิรูปแม้จะเป็นไปตามข้อบังคับของพรรค ข้อ 122 แล้วประกอบ พรป.พรรคการเมือง 2560 ม.90(1) และ ม.92 (7) แต่เนื่องจากสถานะของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งเดียวของพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาเพียงประมาณ 4.5 หมื่นคะแนน ซึ่งถือได้ว่าอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยพึงมี/พึงได้รับเลือกตั้งของพรรคการเมืองตาม ม. 91 และ ม.93 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ ม.128 ของ พรป.เลือกตั้ง สส. 2561 ที่มีเกณฑ์เฉลี่ยประมาณ 7.1 หมื่นคะแนน ซึ่งหากคุณไพบูลย์จะไปสมัครอยู่พรรคการเมืองอื่นพร้อมกับตำแหน่ง สส.ด้วยนั้น อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพรรคต่าง ๆ ก็ล้วนมีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้นๆอยู่แล้ว และคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นคะแนนรวมของพรรคไม่ใช่ของคุณไพบูลย์ที่เป็นปัจเจกจึงไม่อาจโอนไปที่ไหน ๆ ได้ ซึ่งต้องสิ้นสุดไปตามการเลิกพรรคการเมือง และต้องทำให้การคิดคะแนนเฉลี่ยของพรรคการเมืองทั้งหมดเปลี่ยนไปด้วย หรืออาจเปลี่ยนไปตามกรอบระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.94 ประกอบ ม.131 ของ พรป.เลือกตั้ง 2561 ซึ่งสมาคมฯสงสัยว่าสมาชิกสภาพของคุณไพบูลย์น่าจะสิ้นสุดลงตามมาตรา 101(4) แล้วหรือไม่

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความมาร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ส่งประเด็นปัญหาดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาวินิจฉัยสถานะความเป็น สส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์เช่นนี้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ อย่างไร เพื่อมิให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นโมเดลการยุบเลิกพรรคการเมืองอื่น ๆ ในอนาคตที่อาจลอกเลียนแบบกันได้ อันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองไปทำงานตามนโยบายที่หาเสียง ไม่ใช่เลือกไปให้ไปยุบเลิกพรรคเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่เห็นหัวประชาชน นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด