ปัญหาร้ายแรงวงการพุทธไทย! ถึงเวลาล่า “ไอ้โม่ง” สอดไส้ถอดถอน 3 เจ้าคณะจังหวัด ผิดทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมาย

0
1935

นับว่าเป็นยุคที่พระสงฆ์องค์เจ้าถูกพูดถึงจนกลายเป็นประเด็นสาธารณะมากที่สุดครั้งหนึ่ง จนหลายคนมองว่าอาจจะเป็นจุดหักเห อันจะทำให้สังคมเปลี่ยนมุมมองต่อ “ศาสนาพุทธ” ในประเทศไทย หลังจากนี้

ไม่จะเป็นกรณี “2พส.”

ไม่ว่าจะเป็นกรณี “สอดไส้” ถอดถอนพระสังฆาธิการ

โดยประเด็น 2 พส.แห่งวัดสร้อยทอง ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะครองหน้าสื่อโซเชียล โดนใจ “เยาวรุ่น”

แต่หลักใหญ่ใจความแห่งการถกเถียงกันของแต่ละฝ่ายคือ เรื่องของความ “เหมาะสม-ไม่เหมาะสม” เท่านั้น

นานาจิตตัง …เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก”

ทว่า! กรณีปลดเจ้าคณะจังหวัด แม้อาจจะดูเหมือนเงียบ แต่คลื่นใต้น้ำเพียบนะจ๊ะ

ถามว่าทำไม?

คำตอบคือ ก็มันทั้ง “ขัด” ทั้ง “ค้าน” จนต้องอุทาน “อีหยังวะ”

เลยเข้าใจอารมณ์นักข่าวเวลาสัมภาษณ์นักการเมืองใหญ่ แล้วได้แต่ตอบ “ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้” …

แต่เอาเถอะ! อย่างน้อยตอนนี้ “ผู้รู้” ท่านได้ให้คำตอบแล้วว่า การถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ไม่ว่าหยิบหลักไหนมาจับก็ “ผิด”

ผิดทั้งพระธรรมวินัย ผิดทั้งกฎหมาย

1.การผิดพระธรรมวินัย

ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ธรรมและวินัยที่ตถาคตแสดงไว้แล้ว จักเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเรา” ดังนั้น เรื่องของสงฆ์ “ผู้ใดที่ดำเนินการโดยละเมิดพระธรรมวินัย ผู้นั้นคือผู้ที่ย่ำยีพระบรมศาสดา ทำลายพระพุทธศาสนา” 

การถอดยศทำให้หมดอำนาจหน้าที่ ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “นิยสกรรม” ซึ่งในพระไตรปิฎกเล่มที่ 6 วินัยปิฎก จูฬวรรค (ฉบับมหาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) หน้าที่ 24 ได้ระบุไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมประกอบด้วยองค์ 3 อีกอย่างหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี คือ 

1. ไม่โจทก่อนแล้วจึงลง

2. ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วจึงลง

3. ไม่ปรับอาบัติก่อนแล้วจึงลง

ภิกษุทั้งหลาย นิยสกรรมที่ประกอบด้วยองค์ 3 เหล่านี้แล ที่จัดว่าเป็นกรรมไม่ชอบด้วยธรรม เป็นกรรมไม่ชอบด้วยวินัย และระงับไม่ดี (3) ”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ชัดเจนว่า การจะลงนิยสกรรมได้ จะต้องมีการโจทและให้จำเลยให้การก่อน มิฉะนั้นจะเป็นกรรมที่ไม่ชอบด้วยพระธรรม ไม่ชอบด้วยพระวินัย

แต่การถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูป ดังกล่าว ไม่มีการโจทก่อน ไม่มีการให้ท่านมาให้การก่อนแต่อย่างใด จึงเป็นการดำเนินการที่ผิดพระธรรมวินัย ชัดเจน

2.การผิดกฎหมาย

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ตรี ระบุว่า 

“มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(4) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

เพื่อการนี้ ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับวางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้”

ชัดเจนว่า มหาเถรสมาคมมีหน้าที่ต้องรักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา การจะออกคำสั่งหรือมีมติใด ๆ จะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับพระธรรมวินัย

เมื่อการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 รูป ดำเนินการโดยขัดต่อพระธรรมวินัย ก็เท่ากับว่ามหาเถรสมาคมกระทำผิดกฎหมาย

แล้วใครคือไอ้โม่ง?

เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่จะต้องช่วยกันทำให้กระจ่างแจ้งว่า ไอ้โม่งที่อยู่ในมุมมืดนี้คือใคร ยัดไส้ให้มหาเถรสมาคมทำผิดพระธรรมวินัยและผิดกฎหมาย เอาสปอร์ตไลท์ส่อง ลากตัวมาประจานให้ชาวพุทธทั้งประเทศรู้ และมหาเถรสมาคมต้องรีบแก้ไขเรื่องทั้งหมดให้ถูกตามพระธรรมวินัยโดยเร็วที่สุด  มิฉะนั้นมหาเถรสมาคมจะกลายเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง

ลองคิดดู …ศาสนาพุทธ และการปกครองคณะสงฆ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าปล่อยให้ไอ้โม่งทำตาม “อำเภอใจ” โดยไม่สนกฎหมาย โดยไม่สนพระธรรมวินัยแบบนี้

เราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือ?