ไม่มีสิ่งที่เราอยากเห็น ‘ วิโรจน์’ ฉะยับ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ ครม. แค่ทาสีใหม่บนกะลาใบเก่า

0
483

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.64 ในการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เป็นผู้เสนอ
.
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า บทบาทของการศึกษาในโลกยุคใหม่ ต้องเป็นการเอาโจทย์ของโลกอนาคต มาใช้เตรียมคนในยุคปัจจุบัน เพื่อทำให้เด็ก และประชาชนทุกคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย มีความพร้อมในการเรียนรู้ และมีอธิปไตยในการเรียนรู้เป็นของตนเอง สามารถแปรเปลี่ยนความแตกต่างหลากหลาย ให้กลายเป็นขีดความสามารถที่พร้อมแข่งขัน และร่วมมือกับใครก็ได้ในโลก สามารถวิ่งตามความฝันที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง และเต็มใจแบ่งปันความสำเร็จนั้น คืนสู่สังคม เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไป ได้วิ่งตามความฝันของตัวเองได้เหมือนๆ กัน
.
“การศึกษา จึงไม่ใช่กระบวนการในการสร้างให้ใคร มาเป็นแรงงานรับใช้ใครอีกต่อไป ปัจจุบันเขาเลิกที่จะถามเด็กๆ กันแล้วว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ในอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จะมีอาชีพอะไรสูญสลายหายไปบ้าง และจะมีอาชีพอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง
.
“การศึกษา ไม่ใช่การเอาโจทย์ของอดีตของคนที่เกิดก่อน มาบงการให้คนที่เกิดทีหลัง ว่าต้องเรียนอย่างนั้น โตขึ้นมาแล้วต้องเป็นอย่างนี้ นี่ไม่ใช่การศึกษา แต่เป็นกระบวนการผลิตเป็นก้อนอิฐที่หายใจได้ ที่จะถูกเอาไปก่อเป็นกำแพงเพื่อทานกระแสโลก ซึ่งทานอย่างไรก็ทานไม่ได้”
.
ทั้งนี้ วิโรจน์ จึงกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่สังคมอยากเห็นใน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือ การศึกษาที่เป็นระบบในการพัฒนาคน ทำให้เด็กๆ มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง ไม่ควรมีระบบการคัดเลือกแบบแพ้คัดออก
.
เราอยากเห็นการศึกษา ที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย เราอยากเห็นการกระจายอำนาจ ให้กับโรงเรียน ได้ตัดสินใจในการจัดการการศึกษาให้สอดรับกับบริบทพื้นที่ แต่ร่างฉบับนี้ กลับรวมศูนย์อำนาจมาที่ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งพยายามที่จะเอากะลามาครอบประเทศนี้ให้ได้
.
เราอยากเห็น การศึกษาที่เข้าใจธรรมชาติของการเรียนรู้ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เราอยากเห็นการศึกษาที่โอบรับเด็กทุกๆ คน ไม่ว่าเขาจะมีความพร้อมหรือไม่ เราอยากเห็นการศึกษา ที่เลิกโยนบาปไปที่พ่อแม่ และความไม่พร้อมของครอบครัวมาเป็นข้ออ้างเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำ แต่ควรเอามาเป็นโจทย์ในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กทุกคน เราอยากเห็นการศึกษา ที่มุ่งพัฒนาเด็กทั้งในรั้วหรือนอกรั้วโรงเรียน เราอยากเห็นการศึกษาที่ทำให้เด็กไทยมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องมีเวลาให้ แต่ พ.ร.บ.การศึกษา มีความยืดหยุ่น สามารถลดการเรียน หรือลดการตะบี้ตะบันสอบ แล้วคืนเวลาให้กับเด็กได้จริงหรือไม่
.
เราอยากเห็นการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของนักเรียน ไม่ใช่แค่หลักสูตร เราอยากเห็นการศึกษาที่มุ่งสร้างความปลอดภัย และสวัสดิภาพทางกาย และใจแก่เด็ก แก้ไข ป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งรังแก (Child Bullying) การใช้อำนาจนิยม กดขี่ คุกคาม ภายในโรงเรียน เราอยากเห็นการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับ สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราอยากเห็นการศึกษา ที่ให้ความสำคัญกับ ความเท่าเทียมกันทางเพศ
.
เราอยากเห็นการศึกษาที่ลดงานธุรการ เพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน คืนครูให้กับศิษย์ มีระบบการพัฒนาครู ทั้งด้านทักษะ และความเข้าใจที่รู้เท่าทันมุมมองของเด็กที่แตกต่างไปจากในยุคของตน เพื่อให้ครู และนักเรียน มีความเข้าอกเข้าใจ และยอมรับในความแตกต่างซึ่งกันและกัน

“สิ่งที่เราอยากเห็นทั้งหมดนี้ เรายังไม่ได้เห็นอย่างชัดเจนเลยใน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ ถ้าการศึกษา คือ ยานพาหนะที่จะทำให้ประชาชน สามารถก้าวได้เร็วกว่าโลก หรืออย่างน้อยๆ ต้องก้าวได้เท่าทันโลก แต่การศึกษาแบบที่เป็นอยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ กลับเป็นยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้อย่างเชื่องช้า เคลื่อนแล้วหยุดเป็นพักๆ ซ้ำร้ายบางทียังเคลื่อนทวนกระแสโลกอีกด้วย เป็นการเอาของหมดอายุล้าสมัย มาใส่กล่องใหม่ แล้วหลอกขายประชาชน เป็นความพยายามทำ App ให้ Smartphone ให้สามารถส่งโทรเลข และส่งนกพิราบสื่อสารได้ ลูกหน้าปะจมูก
.
“เราจะยอมรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เป็นเพียงการเอาสีที่สดใส มาทาลงบนกะลาใบเก่าให้ดูใหม่ได้อย่างไร นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ผมไม่อาจยอมรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เสแสร้งแกล้งทันสมัย ฉบับนี้ได้จริงๆ” วิโรจน์ ระบุ