“ธนาธร – ศรีสมภพ – หมอจุ๊ก – ไอติม” ร่วมเวทีถกหา “ฉันทามติ” รัฐธรรมนูญใหม่ เห็นพ้องดึงทุกฝ่ายเข้าร่วม – ปลุกความหวัง ปชช. ประเทศไปต่อได้

0
850

เมื่อวันที่20 สิงหาคมที่โรงแรมบุรีศรีภูบูติกโฮเต็ลอ.หาดใหญ่จ.สงขลาพรรคอนาคตใหม่จัดเวทีเสวนาตามแคมเปญ“จินตนาการใหม่ข้อตกลงใหม่รัฐธรรมนูญใหม่ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน” ซึ่งเป็นการรณรงค์และหาฉันทามติร่วมกันสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี2560 และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่2 แล้วโดยวิทยากรบนเวทีได้แก่ธนาธรจึวงรุ่งเรืองกิจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,  ศรีสมภพจิตร์ภิรรมย์ศรีผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, นพ.สุภัทรฮาสุวรรณกิจแพทย์ชนบทนักกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม, พริษฐ์วัชรสินธุหรือ“ไอติม” นักการเมืองอิสระโดยมีเอกรินทร์ต่วนศิริอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ม.สงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีเป็นผู้ดำเนินรายการ 

“ธนาธร” ชี้รธน.60 ทำรัฐประหารให้มีความถาวร

ธนาธรกล่าว่าสิ่งที่จะนิยามรัฐธรรมนูญ2560 ได้ดีที่สุดคือเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้การรัฐประหารมีความถาวรยึดอำนาจแล้วยังมีความต้องการสืบทอดอำนาจอยู่ทำให้สภาวะอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกลายเป็นสภาวะถาวรทำให้กลุ่มคนที่ยึดอำนาจจากประชาชนมาครองอำนาจได้อย่างถาวรซึ่งที่ตนเกรงกลัวมากที่สุดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือความตึงเครียดทางสังคมรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณถูกรวมศูนย์  เป็นระเบิดเวลาไม่ช้าก็เร็วความตึงเครียดที่สะสมอยู่ในเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะระเบิดออกมามีการบาดเจ็บล้มตายที่ผ่านมาพอแล้วไม่ควรมีใครต้องบาดเจ็บล้มตายเพราะความเห็นต่างทางการเมืองกันอีกเราจึงควรต้องรีบทำเรื่องนี้ก่อนที่ระเบิดเวลาลูกนี้จะระเบิดออกมา 

“สิ่งที่เราต้องการก็คือการสร้างข้อตกลงใหม่แต่ข้อตกลงใหม่ในที่นี้ต้องมาจากการที่ทุกคนทีส่วนร่วมซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาทุกคนไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรคุณต่างเป็นเหยื่อของสิ่งที่เกิดขึ้นราคายางตกลงจะใส่เสื้อสีอะไรก็ได้รับผลกระทบการศึกษาที่แย่ลงจะใส่เสื้อสีอะไรก็ได้รับผลกระทบที่น่าสนใจคือเราทุกคนไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันแต่เราควรพร้อมจะมานั่งคุยกันแล้วใครชนะหัวจิตหัวใจของประชาชนได้ก็ไปสร้างสังคมสร้างโรงพยาบาลแบบที่เราอยากเห็นและสัญญาไว้กับประชาชนข้อตกลงที่เราจะสร้างขึ้นใหม่ไม่ควรทำให้ผู้ชนะกินรวบทั้งกระดานหรือผู้แพ้รอนับวันเอาคืน  และอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการมองอดีตมองประสบการณ์กว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาว่ามันได้ให้บทเรียนอะไรกับเราบ้างถ้าจะให้พูดอย่างตรงไปตรงมาตนคิดว่าทุกฝักทุกฝ่ายต่างมีส่วนทำให้สังคมไทยมาถึงทางตันตรงนี้ทั้งนั้น” นายธนาธรกล่าว 

นายธนาธรกล่าวว่าสังคมไทยก็เหมือนทุกสังคมในโลกมีบริบทเฉพาะตัวมีประวัติศาสตร์มีบทเรียนที่แตกต่างกันคงจะเอารัฐธรรมนูญของประเทศใดประเทศหนึ่งก๊อปปี้มาเป็นของเราเองไม่ได้เราคงต้องเอาการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาของเราเอาเอาความเจ็บปวดเอาประวัติศาสตร์ของเราเองมาใช้โดยประชาชนมาร่วมกันออกแบบการรัฐประหารหลายๆครั้งในอดีตที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนให้กับเราได้อย่างหนึ่งว่าการออกนอกเส้นทางประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำยากจนของประเทศนั้นทำไม่ได้ที่มาเนื้อหาและกระบวนการของการทำรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยกรอบที่ตนคิดว่าสามารถมีร่วมกันได้ทุกฝ่ายคือ1.ต้องเป็นประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน2.ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งมางการเมือง3.ต้องมีรัฐสภาที่ตอบสนองต่อเจตจำนงของประชนชน4.ต้องมีระบบนิติรัฐที่ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจทั้งสามฝ่ายได้ประชาชนต้องได้รับประกันสิทธิและเสรีภาพนี่น่าจะเป็นกรอบที่เราทุกฝ่ายเห็นร่วมกันได้

“ศรีสมภพ” ลั่นทำไมต้องทนกับสิ่งที่เราไม่ได้ออกแบบ

ด้านศรีสมภพกล่าวว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองปัจจุบันคือการมีส่วนร่วมของประชาชนและสิทธิเสรีภาพไม่ครบถ้วนเป็นจุดที่สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเพราะไม่มีความยุติธรรมและโอกาสที่เท่าเทียมกันในทางการเมืองหัวใจคือกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองผ่านรัฐสภาไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะทุกอย่างถูกล็อคเอาไว้ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีถูกล็อคไว้ด้วยรัฐธรรมนูญด้วยกฎหมายต่างๆตามมาด้วยกระบวนการเรื่องการจัดการงบประมาณและแผนของชาติที่ถูกควบคุมไว้หมดแล้วสิ่งที่เห็นได้ชัดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนอยู่ทุกอย่างถูกกำหนดด้วยแผนบูรณาการที่ถูกควบคุมโดยฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายที่มาจากข้างบนอย่างเดียวสภาก็ไม่มีสิทธิที่จะไปแก้ไขเรื่องแผนพวกนี้เพราะทุกอย่างถูกล็อคเอาไว้แล้วหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงซึ่งอยู่อย่างนี้ไม่ได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้คือความกลัวในความไม่แน่นอนว่าบ้านเมืองจะอยู่รอดหรือไปได้ดีหรือไม่  นี่คือความจำเป็นที่เราต้องมาสร้างข้อตกลงกันใหม่ที่ไม่ใช่คนอื่นมากำหนดให้แต่มาจากประชาชนที่เราเห็นพ้องต้องกันแล้วช่วยกันร่างกติกาใหม่ในสังคมที่ดีและเป็นกติกาที่ทุกคนมีโอกาสเท่ากับเพื่อให้เราสามารถดึงพลังสร้างสรรค์ของทุกคนมาชี้นำการแก้ปัญหาอนาคตที่ไม่แน่นอนของเราได้ทำไมเราถึงต้องไปฝากความหวังไว้กับยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีที่เราไม่ได้ออกแบบทั้งนี้ด้วยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกปิดกั้นอยู่หากเราปลดล็อคกุญแจนี้ได้ก็จะมีหนทางมากขึ้นมาตราที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการแก้ไขก่อนหลังจากนั้นคือการสร้างพลังจากข้างล่างขึ้นไปให้มันผุดขึ้นมาเหมือนอย่างที่มันเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญปี40 จะทำได้อย่างไรที่จะให้ทุกจังหวัดอำเภอตำบลหมู่บ้านเกิดการพูดคุยเกิดเป็นกระแสขึ้นมามันก็จะทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกันและต้องไม่ใช่เป็นเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเรื่องของนักการเมืองแต่มันจะต้องเป็นความต้องการของประชาชนร่วมกัน” ศรีสมภพกล่าว 

“หมอจุ๊บ” หวังเห็นฉันทามติจากฐานราก-ปชช.ร่วมออกแบบ

นพ.สุภัทรกล่าวว่าสำหรับตนแล้วสภาวะทางการเมืองและระบบการเมืองที่เป็นอยู่ต้องมองไปที่5 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากรัฐราชการเข้มแข็งอย่างชัดเจนมีข้อดีอยู่อย่างเดียวคือไม่มีปัญหาสีเสื้ออย่างที่ผ่านมาเราทุกคนเห็นชัดว่า  รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของคสช. ปัญหาทุกวันนี้อำนาจตกอยู่ส่วนกลางที่กรุงเทพฯการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ต้องเน้นไปที่เรื่องการกระจายอำนาจการเมืองต้องไม่ใช่การเมืองส่วนบนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปต้องลดอำนาจรัฐส่วนบนลงมาให้ได้และการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบเดียวทั้งนี้การที่สังคมไทยจะแสวงหาฉันทามติใหม่หรือข้อตกลงร่วมกันคิดว่าการได้มาของฉันทามติเป็นเรื่องที่ใหญ่มากตนยังไม่เชื่อในผู้มีอำนาจที่อยู่ข้างบนแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้โดยพรรคอนาคตใหม่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์เราต้องการการมีส่วนร่วมที่มาจากฐานรากมีส่วนร่วมกันในสังคมต้องทำให้ความคิดของคนทั้งประเทศเป็นหนึ่งเดียว 

“ทุกวันนี้ชาวบ้านยังไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาให้เขาได้ถึงแม้จะยากในการเริ่มต้นแต่พลังของเราทุกคนตนเชื่อว่าจะสามารถมีฉันทามติที่มาจากฐานรากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ในที่สุดส่วนการเริ่มต้นการหาฉันทามติในครั้งนี้ตนเชื่อว่าเราต้องเริ่มจากตัวเราเองการแก้รัฐธรรมนูญมีหลายประเด็นมากใครถนัดเรื่องไหนก็ส่งเสริมเรื่องนั้นสำหรับรัฐธรรมนูญธงเขียนในช่วง2540 นั้นหัวใจครั้งแรกคือการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร. หัวใจสำคัญคือการทำให้คนเห็นความหวังหากทำให้ประชาชนเห็นถึงความหวังการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ก็จะไปต่อได้อยากให้การแก้รัฐธรรมนูญแก้เพื่อที่จะให้ประเทศไปต่อได้ปัจจุบันไปต่อไม่ได้เพราะอำนาจอยู่ส่วนกลางหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการส่งต่ออำนาจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นถ้าจะมีม็อบควรไปจะไปที่เทศบาลในจังหวัดไม่ใช่เข้าไปในกรุงเทพฯการกระจายอำนาจคือการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการออกแบบชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองได้และมีความหวังในการใช้ชีวิตต่อไป” นพ.สุภัทรกล่าว

“ไอติม” ชี้ต้องมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น 

ขณะที่พริษฐ์กล่าวว่าไม่ว่าประเทศไหนในโลกประชาธิปไตยกำลังเจอความท้าทายอย่างรุนแรง2 ด้าน1.กระบวนการกติกาไม่เป็นประชาธิปไตยหลายๆประเทศกำลังถดถอยเช่นจีนที่มีการเพิ่มวาระการเป็นปธน. ให้อยู่ในอำนาจตลอดชีวิต2.เนื้อหาสาระที่ไม่ได้ถูกจัดการให้สอดคล้องกับหลักการความเสมอภาคความเสรีภาพอันเป็นปัจจัยหลักของประชาธิปไตยตัวอย่างเช่นสหรัฐฯทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแต่บริหารประเทศด้วยความที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย  มีการแต่งตั้งพรรคพวกเข้ามาบริหารประเทศมีการแทรกแซงสื่อแทรกแซงศาล

“สำหรับในประเทศไทยเมื่อมองในด้านกระบวนการกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว  ย้อนไปตอนเลือกตั้งเมื่อต้นปีทำให้ไม่แน่ใจว่ากลับมาสู่ประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นการตีความการคำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสหรือส.ว. 250 คนที่สามารถหยุดยั้งสกัดกั้นเจตนารมย์ของประชาชนได้ขณะที่เมื่อเรามามองในส่วนของเนื้อหาสาระยิ่งทำให้ไม่แน่ใจเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจการแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆปปช. กกต. ล้วนถูกตั้งคำถามอย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนในประเทศที่คิดเหมือนกันการที่เราจะอยู่ร่วมกันก็คือฉันทามติที่จะนำไปสู่กติกาที่เป็นกลางถ้าเราไม่มีฉันทามติระหว่างทุกภาคส่วนของประชาชนในกติกาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันท้ายที่สุดแล้วเราจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างได้และก่อนที่จะมาพูดถึงเนื้อหาฉันทามตินั้นต้องมีเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อฉันทามติใหม่คือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อเปิดมุมมองอะไรที่หลากหลายการอธิบายด้วยเหตุผลนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีฉันทามติหากไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเราต้องพูดคุยกับคนที่เห็นต่างกับเราให้มากที่สุดพยายามเอาตัวเองนั้นไปอยู่ในจุดที่เจอคนที่เห็นต่างมากที่สุดแสวงหาจุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกัน”  พริษฐ์กล่าว