เพื่อไทยเสนอติดอาวุธ 4 ข้อ รับนโยบายเศรษฐกิจของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่

0
300

นายจักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหาร และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยชี้ ไทยต้องเร่งติดอาวุธทางการค้าและการลงทุน 4 ประการแก่ภาคเอกชน

โดยกล่าวว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และ นายโจ ไบเด็น ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่ง และสุดท้ายผลการเลือกตั้งปรากฎว่า นายโจ ไบเด็น สามารถคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้มาได้ เตรียมขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา

การเข้ารับตำแหน่งของนาย โจ ไบเดน จะมาพร้อมกับนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เราทราบกันดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 แต่ด้วยนโยบายการเงินและการคลังที่หนักหน่วงของสหรัฐฯ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2564 จะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว ไม่น้อยกว่า 3% พร้อมกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบเงินสกุลอื่นๆ ในขณะที่ นายไบเดน มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐผ่านการลงทุน เพื่อให้สามารถมีอัตราการเติบโตที่ 3% ให้ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมหมายถึงการส่งออกของสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ จะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้สูงถึง 10-12% เลยทีเดียว

แม้ว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของ นายไบเดน ดูจะเอื้อประโยชน์ต่อการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้ามากขึ้น แต่โอกาสของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไปตามสิทธิประโยชน์ และข้อตกลงทางการค้าที่มีต่อกัน ในกรณีของไทยการเจรจาข้อตกลงเขตเสรีทางการค้าในกรอบทวิภาคีระหว่างไทย กับสหรัฐหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2549 หลังการรัฐประหาร และมาถูกคั่นด้วยช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เคยมีบทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม TPP ที่เคยประสงค์จะให้ไทยเข้าร่วมกลุ่มกับสหรัฐฯ ในรูปแบบพหุภาคี จนแล้วจนรอดไทยก็ไม่อาจกลับสู่การเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้อีกเนื่องจากไทยอยู่ในช่วงรัฐบาลทหารอย่างยาวนาน และเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยที่ไม่เอื้อต่อการกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาในเชิงพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง Trans Pacific Partnership (TPP) หรือ Indo – Pacific Strategy ทางการไทยก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้ เช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา นโยบายด้านการต่างประเทศของไทยขาดความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศที่เหมาะสม

รวมทั้งการบริหารงานเพื่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาด้านการค้าระหว่างประเทศก็ขาดประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็คือการแก้ไขปัญหาต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ไทยต้องถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีนำเข้าสินค้าไทยถึงสองครั้งในปีนี้ รวมทั้งสิ้น 804 รายการ จากประมาณ 3,500 รายการ ซึ่งไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ในปี 2562 มูลค่ากว่า 31,348 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่ในช่วงเวลา 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – ก.ย 2563) ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แล้วกว่า 25,358 ล้านเหรียญฯ เป็นอันดับ 2 รองจากจีน การถูกตัดสิทธิ GSP จากสหรัฐฯ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ยังมีประเด็นด้านการลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศให้เร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนอีกด้วย การที่คณะทูตของสหรัฐฯ และอีก3 ประเทศสำคัญ คือ อังกฤษ เยอรมัน และออสเตรเลีย ในฐานะกลุ่มพันธมิตรหอการค้าร่วมต่างประเทศ หรือ FCA ได้เขียนบทความ Turbocharging Thailand’s post-Covid recovery ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเป็นข้อเสนอ 10 ข้อต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังจากโควิด-19 ซึ่งข้อเสนอแนะ 10 ข้อดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการของระบบราชการไทยและเรื่องความโปร่งใส ที่นักลงทุนต่างชาติต้องประสบ นับเป็นการส่งเสียงดังอย่างมากว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขาดความใส่ใจที่จะดูแลระบบราชการให้อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแก่ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย และเสียหายเป็นอย่างมากต่อโอกาสที่จะมีการลงทุนภาคเอกชนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ได้ศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฏหมาย กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยการศึกษาประมาณการว่าจะสามารถลดภาระอุปสรรคต่างๆ แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน คิดเป็นมูลค่าต้นทุนได้ถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลการศึกษาเสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่นำผลการศึกษานี้ไปใช้ จนต้องถูกประจานจากนานาชาติ

แม้ว่าทำเนียบขาวจะได้ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ จากพรรคเดโมแครต ที่มีแนวโน้มจะมีนโยายที่เอื้อประโยชน์ทางการค้าต่อนานาชาติ และมีแนวโน้มว่านโยบายต่างประเทศจะสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น บรรยากาศที่ดีในการลงทนของภาคเอกชน ควรจะเริ่มมีให้เห็น แต่หากรัฐบาลไทยนิ่งเฉยต่อโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โดยไม่รีบติดอาวุธให้ธุรกิจของไทยโอกาสก็จะหลุดลอยไป

อาวุธสำคัญที่รัฐบาลต้องใส่ใจ 4 ประการ คือ

  1. เร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าการลงทุน ทั้งทวิภาคี และพหุภาคี โดยเร่งเจรจา ข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพื่อลดอุปสรรค และสร้างความได้เปรียบทางการค้าการลงทุนซึ่งเมื่อการเจรจาสำเร็จเสร็จสิ้น ย่อมเป็นแท่นกระโดดสำคัญของธุรกิจทั้งการค้าและการลงทุนของไทย
  2. รัฐบาลมีหน้าที่ทำงานใกล้ชิดกับธนาคารแห่งประเทศไทยให้มีนโยบายการเงินที่สนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ ตั้งแต่การเตรียมแหล่งสินเชื่อให้เพียงพอแก่ภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ไปจนถึงการมีเสถียรภาพ และระดับของค่าเงินบาทที่เอื้อต่อบรรยากาศทางการค้าและการลงทุน
  3. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ภาคเอกชนด้วยการยกเลิก และปรับปรุง กฎหมาย และการอนุญาตที่ไม่เหมาะสมให้อำนายความสะดวกและลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการตามที่ TDRI เสนอแนะ
  4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อประสิทธิภาพ และความโปร่งใส

“โอกาสกำลังเข้ามา แต่ประเทศอื่นก็มองเห็นโอกาสนี้เช่นกัน”