สุพิศาล ก้าวไกล สถานการณ์ขณะนี้เป็นเหตุการณ์ปกติ ไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เตือนตำรวจระวังโดนฟ้องกลับได้

0
182

วันที่ 18 ตุลาคม 2563 พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกประกาศ 6 ฉบับ สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สัญญาบัตรค้นได้ทุกที่และสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว
พลตำรวจตรีสุพิศาล กล่าวว่าไม่เห็นด้วยต่อการการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ของรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจในการใช้กฎหมายจัดการกับประชาชนเพราะการที่รัฐบาลอ้างเหตุเหตุเชื่อมต่อกับเหตุการณ์ที่เกิดจากข้อบกพร่องของการถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จฯ และอ้างเรื่องการป้องกันในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

“ประชาชนคนไทยทั้งประเทศและผู้ติดตามข่าวสารย่อมเห็นชัดเจนแล้วว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แม้กระทั่งยังพยายามหลีกเลี่ยงและเลื่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้เดิมเพื่อไม่ให้ทับกับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน อันแสดงถึงเจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนนำอย่างชัดเจน แต่กองกำลังของเจ้าหน้าที่ที่ทำการอารักขาทำไมจึงหละหลวมและปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น รวมทั้งการอ้างถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้โดยความเสียสละของพี่น้องประชาชนและบุคลากรทางสาธารณสุข ทำให้ไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว ทั้งหมดจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากทางรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจเท่านั้น จึงไม่เห็นด้วยในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่แรก” พลตำรวจตรีสุพิศาล กล่าว

พลตำรวจตรีสุพิศาล ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า เมื่อรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับนี้ยังได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงและได้มีการออกข้อกำหนด ในอำนาจดังกล่าวเพื่อกำจัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตลอดจนทำลายหลักสิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกรับรองไว้ และในข้อกำหนดที่ออกมาทั้ง 6ฉบับ ถือได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและเหตุการณ์จริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าในการกำหนดสถานที่ควบคุมที่ห่างไกลจากที่เกิดเหตุ ซึ่งยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิที่ของผู้ถูกจับกุม ส่งผลให้ญาติและทนายความ เกิดความยากลำบากในการเยี่ยม ในการติดต่อและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งการห้ามนำยานพาหนะหรือสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกกำหนดมาล่วงหน้า ซึ่งยังไม่มีการก่อเหตุหรือการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น จึงเป็นการสร้างผลกระทบของประชาชนในการเดินทางและยังเป็นการกระทบกับสิทธิของผู้ค้ารายย่อยและเจ้าหน้าที่ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ  

รวมถึง ในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีอำนาจค้นหรือเรียกเอกสาร สอบสวน จับกุม ควบคุม ตลอดจนเรียกบุคคลมารายงานตามฉบับที่ 3 กับฉบับที่ 5 นั้นจะพบว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในการชุมนุมนั้นถือเป็นเหตุการณ์ปกติ ที่มี พ.ร.บ.การชุมนุมควบคุมอยู่แล้วและมีการรับรองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การประกาศมาตรการเช่นนี้จึงไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์จริง เป็นการใช้อำนาจที่เกินกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังเกรงว่าการประกาศเช่นนี้ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งจะใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และกรอบของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้ใช้อำนาจ ยึดโยงกับการกระทำ เพื่อป้องกันการฟ้องกลับด้วย

“ขอให้รัฐบาลยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันทีเพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นปรากฎชัดต่อสายตาคนทั้งโลกแล้วว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง นอกจากนี้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังสามารถฟ้องร้องต่อศาลที่สามารถรับฟ้องความเดือดร้อนได้ในเชิงประเด็นที่กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้ได้ด้วย” พลตำรวจตรีสุพิศาล กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here