หมออ๋อง ก้าวไกล ชี้ การชุมนุมของนศ.เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย วอนผู้เห็นต่างอย่าใช้กระบวนการนิติสงคราม สร้างวาทะกรรม บ่มเพาะความเเตกเเยกในสังคม

0
87

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารสารมวลชน เเละการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงความใยต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนายณฐพร โตประยูร เพื่อวินิจฉัยกรณี การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนรังสิต เมื่อวันที 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า

เรียนพี่น้องที่รักในประชาธิปไตยและความยุติธรรมทุกท่าน วันนี้ ( 16 กันยายน 2563 ) ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ให้วินิจฉัยว่า ว่า กรณีกิจกรรมชุมนุมปราศรัย “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ล้มล้างการปกครองหรือไม่นั้น โดยศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับคำร้องเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง เกี่ยวกับการจัดการชุมนุมปราศรัยของคณะบุคคลในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยในการชุมนุมปราศรัยในวันดังกล่าวมีผู้กล่าวปราศรัย 3 คน ที่มีการกระทำตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง คือ อานนท์ นำภา ภานุพงศ์ จาดนอก และ ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปดิพัทธ์ กล่าวว่า ผมในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ที่ได้ติดตามการชุมนุม เชิญผู้ชุมนุมหลายกลุ่มมาให้ข้อมูลต่างๆตลอดช่วงที่มา ขอยืนยันต่อทุกท่านว่า การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ถูกต้อง และเป็นการแสดงออกถึงการเป็นพลเมือง และเนื้อหาของผู้ชุมนุมเป็นสิ่งที่สามารถนำมาหารือ ถกเถียงได้ ยังอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยังไม่มีแม้แต่เรื่องเดียวที่เสนอให้ล้มล้างการปกครอง

การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญของนายณฐพร โตประยูร และปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยต่อไปนั้น ไม่ได้หมายความว่า การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมของนักเรียนนิสิตและนักศึกษาละเมิดรัฐธรรมนูญ การรับคำร้องดังกล่าวเป็นแค่เพียงการรับเรื่องเอาไว้เพื่อวินิจฉัยเท่านั้น ผมในฐานะประธานกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังเชื่อว่าในเมื่อการเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนและนิสิตนักศึกษายังอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่น่าจะวินิจฉัยให้เป็นผลร้ายต่อคุณอานนท์ คุณปนัสยา และคุณภานุพงศ์ เพราะหากปรากฎว่าการวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า การชุมนุมของบุคคลดังกล่าวทั้ง 3 คนเป็นการล้มล้างการปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำนั้นเสีย อาจจะกลายเป็นสาเหตุให้มีบุคคลใช้คำวินิจฉัยดังกล่าวเพื่อในการฟ้องคดีอาญาต่อแกนนำทั้ง 3 คนต่อไปได้ ซึ่งจะผลเสียอย่างมากต่อการใช้เสรีภาพของพี่น้องประชาชนโดยภาพรวม และท้ายที่สุด อาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าองค์กรตุลาการได้ตกเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อใช้กฏหมายปิดปากประชาชนได้

ทั้งนี้ ปดิพัทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้ายนี้ความอยุติธรรมและนิติสงครามจะคุกคามมาถึงระดับของประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยหรือไม่ สังคมไทยจะต้องจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here