“ปิยบุตร” ชี้ 5 ลักษณะ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” หวังฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีสติ ออกโรงเตือนฝ่ายคลั่ง-กระหายเลือด ก่อนเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่

0
265

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 สิงหาคม ที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า บรรยายในหัวข้อ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยระบุตอนหนึ่งว่า การบรรยายครั้งนี้สืบเนื่องจากการชุมนุมที่กลุ่มนักศึกษามีข้อเรียกร้องในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ ซึ่งทั้งหมดนั้น คือเรื่องของการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เคียงคู่กับประชาธิปไตย ทั้งนี้ นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ประเด็นเกี่ยวอำนาจของสถาบันกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ไม่นิ่ง เลื่อนไหลตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บริบทเวลา แต่กระทั่งวันนี้ ได้กลายเป็นอัตลักษณ์ในรัฐธรรมนูญไทยเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ คำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้ถูกสถาปนาแล้วโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ทว่าเราก็ไม่เคยได้รับคำอธิบาย โดยในทัศนะตนอยากชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งเราต้องแยกก่อนเรื่องรูปแบบของรัฐกับระบอบการปกครอง โดยประเทศไทยนั้น ตำแหน่งประมุขของรัฐ คือ พระมหากษัตริย์ที่มาจากการสืบทอดทางสายโลหิต ดังนั้น รูปแบบของรัฐย่อมเป็นราชอาณาจักร ขณะที่ระบอบการปกครอง เราใช้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนตามระบอบนี้ ก็ไม่ได้ทำให้รูปแบบของรัฐเปลี่ยนไปแต่อย่างใด

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า อยากชวนพิจารณาคำว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในนี้มี 2 ประโยค ประโยคหลักคือ “ระบอบประชาธิปไตย” และมีอนุประโยคคือ “มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยมีคำว่า “อัน” เป็นคำเชื่อม ดังนั้น จากรูปประโยคนี้ แน่นอนว่าประโยคแรกคือ ระบอบประชาธิปไตยย่อมต้องเป็นหลัก การมีองค์ประกอบคือพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นต้องไม่ทำลายประชาธิปไตย ในความเห็นตน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ ได้แก่ ลักษณะที่ 1. ประสานองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน คือ ราชอาณาจักร ประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา 3 อย่างนี้รวมกัน เป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ลักษณะที่ 2 คือ หลักการThe king can do no wrong พระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรผิด เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรเลย นายกรัฐมนตรีมีอำนาจบริหารประเทศต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ เพราะประมุขของรัฐไม่ว่าจะประธานาธิบดีหรือพระมหากษัตริย์มีเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน กรณีของประธาธิบดีจะดำเนินคดีตอนดำรงตำแหน่งไม่ได้ ต้องพ้นจากตำแหน่งก่อน ในส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ในตำแหน่งตลอดดชีวิต ไม่มีวันพ้นตำแหน่ง ก็ดำเนินคดีไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น การกระทำทางสาธารณะจึงต้องกำหนดว่าพระมหากษัตริย์ต้องไม่ได้ทำอะไรด้วยพระองค์เอง แต่คนรับสนองพระบรมราชโองการเป็นคนทำ เป็นคนรับผิดชอบ เพื่อป้องป้องพระมหากษัตริย์ไม่ให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ทั้งนี้ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของพระมหากษัตริย์ต้องมีเงื่อนไข 4 ประการ ดังต่อไปนี้เกิดขึ้น จึงจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ไม่ได้ คือ 1.จะไม่กระทำการใดๆ ตามลำพังโดยพระองค์เอง แต่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง 2.ไม่มีการแบ่งแยกว่าการกระทำใดเป็นของพระมหากษัตริย์และการกระทำใดเป็นของรัฐบาล 3.ไม่มีใครรู้ว่าพระมหากษัตริย์คิดอะไร การให้คำแนะนำอะไรต่างๆ ต้องทำโดยลับ รัฐบาลต้องไม่นำมาอ้างหรือเปิดเผย และ 4. พระราชดำรัส พระราชหัถเลขาเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะต้องให้คณะรัฐมนตรีรู้เห็นเพราะเป็นคนรับผิดชอบ

ลักษณะที่ 3. จะต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มีอำนาจขอบเขตได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และคนสถาปนารัฐธรรมนูญนั้นก็คือประชาชน พระมหากษัตริย์ต้องเคารพและพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดังนั้น กองทัพที่รัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญแล้วไปให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรอง เท่ากับว่ากำลังบีบบังคับให้พระมหากษัตริย์ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ กำลังบีบบังคับพระมหากษัตริย์ให้ทำผิดรัฐธรรมนูญ

ลักษณะที่ 4. โลกสมัยใหม่เรื่องของโองการสวรรค์ ความเป็นสมติเทพนั้นเป็นเรื่องเก่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตรย์ในยุคสมัยใหม่นั้นเป็นมนุษย์ ความเคารพศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ต้องเกิดโดยสมัครใจ ไม่ใช่บังคับ

ลักษณะที่ 5. พระมหากษัตรย์ไม่ใช่เจ้าของประเทศ แต่เป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชนทุกคน เป็นประมุขของรัฐแต่ไม่ใช่เจ้าของประเทศทั้งหมด ประเทศเป็นของประชาชนทุกคน ดังนั้น ต้องมีการแบ่งแยกบทบาท บุคคล ทรัพย์สิน ของตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับบุคคลที่ไปเป็นพระมหากษัตริย์ออกจากกัน เราถึงมีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอ 10 ข้อที่นิสิตนักศึกษาปราศรัยนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เชื่อว่ามีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วย ติดใจกับท่าทีการแสดงออก แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบเหตุการณ์นี้ได้ ดังนั้น ถามว่าต้องบริหารจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรเพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยให้ได้ ตนเห็นว่า ข้อ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็นตามที่เคยเสนอไป คือ ยกเลิก ม.279 ที่รับรองประกาศคำสั่ง คสช. ให้ชอบรัฐธรรมนูญ , ยกเลิก ม.269-272 บทเฉพาะกาล ส.ว. , แก้ไข ม. 256 เปิดทางให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภารัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จากนั้นก็ยุบสภา ให้มีการเลือกตั้ง ข้อ 2.ประเด็นปัญหาสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพูดถึงแล้ว ถ้าได้ติดตามความคิดของนิสิตนักศึกษาก็พบว่ามีมาอย่างต่อเนื่องมาก่อน ดังนั้น ทางจัดการมีแค่ 2 ทาง คือ ทางเลือกแรก กำจัดให้หมดสิ้นไป กับทางเลือกที่สอง คือ ยอมรับ รับฟัง และนำมาเป็นประเด็นสาธารณะให้ถกเถียงกันได้

“ผมเห็นว่าทางเลือกแรกไม่มีทางจัดการปัญหาได้ ทำได้แต่เพียงให้คนเห็นต่างหายไปช่วงหนึ่ง และท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่เดิม ซึ่งไม่เป็นคุณต่อใครทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นการฆ่าอนาคตของชาติ ผมเห็นว่าทางเลือกที่ถูกต้องคือทางเลือกที่สอง ต้องเป็นเรื่องที่อภิปรายได้เหมือนประเด็นอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ต้องสามารถอภิปรายได้ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรัก เคารพ จริงใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน ทั้งหมดนี้ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย จึงอยากส่งเสียงไปถึงฝ่ายอนุรักษ์นิยม ชนชั้นนำจารีตประเพณี รอยัลลิสต์ ฝ่ายกษัตริย์นิยมที่มีเหตุผล มีสติปัญญา ไม่ได้บ้าคลั่ง เราต้องช่วยกัน อย่าให้มีใครหยิบยกนำพาเรื่องเหล่านี้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นต่อคนในชาติ อยากให้ช่วยกันส่งเสียงหน่อย เสียงของท่านจะช่วยประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้ไปต่อได้ เพราะถ้าไม่ออกมาเลย ฝ่ายคลั่ง ฝ่ายกระหายเลือด จะผลักประเด็นนี้ให้เป็นความขัดแย้งของคนในชาติ ให้เป็นความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นหนึ่งกับคนอีกรุ่นหนึ่ง” นายปิยบุตร กล่าว