ศิริกัญญา สับแหลก ‘งบ 64’ ประกาศกร้าว พร้อมให้ ‘ยุบสภา’ คืนอำนาจให้ประชาชน

0
331

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย พรรคก้าวไกล อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตที่ดิ่งลึกกว่าทุกครั้ง หรือที่เรียกว่า ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ นั่นคือวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ส่งผลจนทำให้เกิดเป็นมหาวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนรากหญ้า
.
“การส่งออกที่ติดลบ 30% หมายถึงคนงานในโรงงานรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ คนงานในโรงงานผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ และคนงานในโรงงานผลิตสินค้าส่งออกอื่นๆ กำลังจะตกงาน การลงทุนภาคเอกชนที่ลบ 13% มันหมายถึงคนที่กำลังว่างงาน และเด็กจบใหม่ในวันนี้ จะหางานได้ยากขึ้นในอนาคต นักท่องเที่ยวที่หายไป 30 กว่าล้านคนจาก 40 ล้านคน คือ SMEs อีกเป็นล้านราย ที่ขาดรายได้ และกำลังจะปิดตัวลง”

อย่างไรก็ตาม สิริกัญญา กล่าวว่า ภายใต้วิกฤติขนาดนี้ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในช่วงชีวิต ประชาชนที่เฝ้าติดตามการอภิปรายงบประมาณต่างมีคำถามในใจว่า งบประมาณ วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท จะช่วยให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร ถ้าเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนเรือ ก็เป็นเรือแป๊ะที่แล่นเอื่อยมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยปัญหาสงครามการค้า งบประมาณล่าช้า และภัยแล้ง แต่เมื่อเจอวิกฤต โควิด-19 กลับเหมือนเจอพายุลูกใหญ่ซัดใส่เรือแป๊ะจนไม่รู้ทิศรู้ทาง ถ้าไม่ซ่อมฟื้นฟูเรือ ตั้งหางเสือใหม่ จะเดินทางผิด แบบไม่มีวันถึงจุดหมายได้ ยิ่งเมื่อได้ฟังคำแถลงงบประมาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะในคำแถลงงบประมาณ ไม่มีส่วนใดที่ตอบคำถามของประชาชนเลย ตลอด 1 ชั่วโมงครึ่ง มี 0 คำถ้วนที่พูดถึงการจ้างงานในคำแถลงงบประมาณ

“ในสถานการณ์วิกฤตที่เราเผชิญ เราต้องการวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ แผนบูรณาการ โครงการ และงบประมาณแบบใหม่ แต่น่าเสียดายที่งบประมาณ 64 เป็นงบที่ทำออกมาเหมือนประเทศไม่มีวิกฤต 55 แผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ 14 แผนบูรณาการ นอกจากจะเต็มไปด้วยถ้อยคำสวยหรูแต่นามธรรมแล้ว ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำประเทศออกจากวิกฤตได้อย่างไร หลายแผนควรจะชะลอไปก่อน หลายแผนไม่ควรจะมีเลยด้วยซ้ำ และโครงการของงบประมาณ ปี 64 แทบจะไม่มีอะไรต่างไปจากงบประมาณปี 63 เลย ไม่มีการนำเอาโควิดมาเป็นสมมติฐาน เป้าหมาย ตัวชี้วัดต่างๆ ยังเหมือนกับไม่สะทกสะท้านกับปัญหาวิกฤต โครงการไม่เปลี่ยนยังพอว่า แต่ถ้าเป้าหมายไม่เปลี่ยน จะไม่ช่วยแก้อะไรได้เลย เราควรหยุดซื้ออาวุธสักปีสองปี ประเทศคงไม่มีปัญหา อาวุธเก่าไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นคง แต่ประชาชนจะรู้สึกไม่มั่นคง เมื่อเรามีอาวุธใหม่ แต่อยู่ในมือของผู้นำประเทศที่มองประชาชนเป็นศัตรู วันนี้คงเห็นแล้วว่าประเทศที่มีความมั่นคงไม่ใช่ประเทศที่มีกำลังทหารหรือแสนยานุภาพทางอาวุธ แต่เป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านวัคซีน ยา เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เราต้องการความมั่นใจว่าเราจะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพทั้งในช่วงวิกฤต และในยามปกติ แต่สิ่งที่ปรากฏในงบ 64 คือ งบกลาโหมยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงบหลังโอน งบเรือดำน้ำยังอยู่ งบจัดซื้ออาวุธใหม่ยังอยู่ งบผูกพันกลาโหมที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดซื้ออาวุธก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ในช่วงท้าย สิริกัญญา กล่าวอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะยอมรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ นอกจากจะต้องรื้อใหญ่ แบบไม่เห็นเค้าเดิม ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว รัฐบาลชุดจึงไม่หลงเหลือความชอบธรรมใดๆ ที่จะบริหารประเทศ บริหารเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เห็นหัวประชาชน ไม่เคารพประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินงบประมาณ

“ขอเสนอว่าอย่าหยุดแค่ปรับ ครม. ท่านควรกลับไปย้อนถามประชาชนอีกครั้งว่า ยังต้องการให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน บริหารประเทศต่อไปหรือไม่ ท่านควรจะย้อนกลับไปถามประชาชนอีกครั้งว่า ต้องการนโยบายที่จะนำประเทศฝ่าวิกฤตครั้งนี้อย่างไร พรรคอื่นจะพร้อมหรือไม่เราไม่ทราบ แต่พรรคก้าวไกลพร้อมแล้วที่จะถามประชาชนว่ายังไว้วางให้รัฐบาลชุดเดิมบริหารประเทศอยู่หรือไม่ เราพร้อมแล้วที่ขอมติจากประชาชนอีกครั้ง ย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่เราอยากให้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และไม่ทันใจ ไม่ใช่ทันใจพวกเรา ก้าวไกล แต่ไม่ทันใจประชาชน คือตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง แต่แทนที่ท่านจะตระหนัก กลับเอาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มากลบเกลื่อนความผิดพลาด ท่านต้องปรับทัศนคติ เลิกคิดว่าคนเห็นต่างจากท่าน เป็นพวกชังชาติ พวกไม่หวังดี เลิกป้ายสีว่าคนเห็นต่างจากท่าน เป็นพวกคิดร้ายต่อสถาบันหลักของชาติ”

ทั้งนี้ สิริกัญญา ย้ำว่า ประชาชนรอการเปลี่ยนแปลงมา 6 ปี และจะรอไม่ได้อีกต่อไป จึงถึงเวลาแล้วที่ควร ‘ยุบสภา’ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here