‘สุรเชษฐ์’ หวั่นผู้ประกอบการล้ม จี้อัดฉีด ‘งบโควิด’ ช่วย ยืนยันขอทำหน้า กมธ. ตรวจสอบเต็มที่

0
493

ุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะรองคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ของทีม ส.ส.พรรคก้าวไกล ทำให้รับทราบข้อมูลว่า ยังมีประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่ได้รับการเยียวยาหรือเยียวยาไม่เป็นธรรม บางรายต้องไปต้องกู้ยืมหนี้นอกระบบ จ่ายดอกเบี้ยแพงๆ ทั้งที่เป็นผลกระทบอันสืบเนื่องจากมาตรการของภาครัฐ ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งแก้ไขอาจกลายเป็นปมผูกแน่นและพันไปกับปัจจัยอื่นกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขยากในอนาคตต่อไป 

“ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกำลังถูกทอดทิ้ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจกลางคืน ธุรกิจร้านอาหาร ไม่ได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจากรัฐเท่าที่ควร อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออย่างวงเงินกู้หรือซอร์ฟโลนของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นกลุ่มแรกสุดและกระทบยาวนานสุด ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุ่มเสี่ยงมากต่อการล้มละลายหรือปิดกิจการ สมควรได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ด้วย”

สุรเชษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส รัฐบาลกลับกันเงินไว้ถึง 4 แสนล้าน สำหรับให้หน่วยงานราชการเสนอโครงการไร้สาระหรือไม่ตรงกับวัตถุประสงค์เยี่ยวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด 19 ส่วนรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลก็มีแต่ข่าวแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อการอนุมัติงบประมาณกันจนชาวบ้านระอา จึงอยากให้สังคมช่วยกันจับตาและระลึกเสมอว่า ‘ด้วยเงินที่เท่ากัน เอาไปทำอะไรดีกว่ากัน’

ทั้งนี้ พรรคก้าวไกล เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อให้การจ้างงานยังคงอยู่และธุรกิจยังเดินต่อได้ ไม่ใช่การนำเงินกู้ไปผลาญกับโครงการของรัฐที่เสนอเข้ามาแบบตลกร้าย เช่น สร้างถนนสู้ภัยโควิด ขุดบ่อน้ำสู้ภัยโควิด หรือการวิ่งเต้นดึงงบประมาณไปลงพื้นที่ตัวเองในลักษณะ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” 

“อยากให้สังคมเข้าใจว่า การที่ ส.ส. สามารถดึงงบประมาณไปลงพื้นที่ของตัวเองได้มาก นอกจากไม่ใช่หน้าที่ของ ส.ส. แล้ว ยังเป็นการสูบเลือดจากคนทั้งแผ่นดินเพื่อฐานเสียงของตัวเอง การที่จังหวัดหนึ่งงบได้มากก็หมายถึงจังหวัดอื่นได้น้อย อีกทั้งการที่ ส.ส. ดึงงบประมาณไปลงพื้นที่ตัวเองก็สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอรัปชั่น กินหัวคิวด้วย ในฐานะรองประธาน กมธ. วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบ ผมจะจับตาประเด็นนี้เป็นพิเศษ ผมอยากให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ได้และการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่มาจากการสร้างหนี้ให้ประชาชน เป็นไปอย่างคุ้มค่าและโปร่งใส” สุรเชษฐ์ กล่าว