“ปิยบุตร” แถลงปิดคดีเงินกู้ – ชี้ 5 ประเด็นสำคัญ-ยันไม่มีความผิด มั่นใจพรรคการเมืองกู้เงินได้ – ศาล รธน.ไม่มีอำนาจยุบพรรค- กระบวนการ กกต.ไม่ชอบต้องยกคำร้อง

0
345

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวปิดคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ต่อสาธารณะ สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีการนัดอ่านคำวินิจฉัยโดยไม่เปิดให้มีการไต่สวนพยาน ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำร้องขอให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงิน ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ โดย นายปิยบุตร ระบุว่า จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ไต่สวนพยานพร้อมกับนัดวันอ่านคำวินิจฉัย ทำให้พรรคอนาคตใหม่ไม่มีโอกาสได้ไต่สวนพยานบุคคลและพยานเอกสารได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถแถลงปิดคดีในศาลได้ จึงต้องใช้พื้นที่แห่งนี้แถลงปิดคดีแทน โดยมีทั้งสิ้น 5 ประเด็น

***”ปิยบุตร” ชี้ทำไมพรรคอนาคตใหม่ต้องกู้เงิน “ธนาธร”

นายปิยบุตร กล่าวว่า ประเด็นที่ 1. ทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่จดแจ้งชื่อพรรคในวันที่ 15 มีนาคม 2561 มีการประชุมใหญ่วันที่ 27 พฤษภาคม รอจนคณะกรรมการการเลือกตั้งจดทะเบียนให้การรับรองเราเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องในวันที่ 3 ตุลาคม 2561 และในวันที่ 6 ตุลาคม 2561 พรรคอนาคตใหม่เปิดแคมเปญรับสมัครสมาชิกพรรค เริ่มต้นขายสินค้า ระดมทุน รับบริจาค ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พรป.)พรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งปัจจุบัน เรียกร้องพรรคการเมืองไว้หลายเรื่อง ถ้าทำไม่ครบจะส่งผู้สมัครไม่ได้ ต้องหาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งสาขาให้ได้อย่างน้อย 4 สาขา ตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในทุกจังหวัดที่จะส่งผู้สมัคร สส มีสมาชิกพรรคเกิน 100 คนในจังหวัดที่จะส่งลงเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในช่วงเวลานั้นยังมีประกาศคำสั่ง คสช. ไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มไปหมด แต่อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด กกต.ได้หนังสือแจ้งมาว่า ขายสินค้าออนไลน์ไม่ได้ ต้องขายที่หน้าร้านเท่านั้น และมีผู้บริจาคมากมายแต่ กกต. ยังบอกอีกด้วยว่า สามารถรับบริจาคได้เฉพาะจากกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคนต่อปี ห้ามรับจากคนทั่วไป และกกต.ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมระดมทุนหรือโต๊ะจีนได้

“กฎหมายเรียกร้องให้เราทำเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีคำสั่ง คสช.ห้าม แบบนี้พรรคเกิดใหม่จะทำอย่างไร เราต้องรอจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม 2561 คสช.ประกาศปลดล็อคอย่างสมบูรณ์ รับบริจาคบุคคลทั่วไปได้แล้ว คำถามคือในช่วงเวลานั้นพรรคการเมืองต่างๆ คาดเดาไม่ออกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่เท่าไหร่ ดังนั้น ทุกพรรคต้องตระเตรียมให้เต็มที่ ซึ่งสำหรับพรรคแบบเก่ามีสาขาอยู่แล้ว มีงบประมาณอยู่แล้ว แต่สำหรับพรรคใหม่ทั้งหมดเราเริ่มต้นพร้อมๆ กัน พรรคอนาคตใหม่เริ่มต้นเดือนตุลาคม และยังมีอีกหลายพรรคเริ่มต้นใกล้เคียงไล่เลี่ยกัน คำถามคือพรรคเกิดใหม่ทั้งหมดที่ต้องทำกิจกรรมทางการเมืองต่างๆเอาเงินมาจากไหน เราดูไทม์ไลน์แล้ว เรามีเวลาจัดกิจกรรมระดมทุนหาสมาชิกอยู่ประมาณแค่เดือนเศษเท่านั้น นี่คือข้อจำกัดที่เกิดขึ้น และนี่เป็นเหตุผลให้พรรคอนาคตใหม่ตัดสินใจกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคพลังประชารัฐเกิดไล่เลี่ยกับเรา และเลือกวิธีการจัดโต๊ะจีนระดมทุนในวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ได้เงินมา 622 ล้านบาท แต่แจ้งทาง กกต. 352 ล้านบาท นอกจากนี้รายชื่อผู้บริจาคให้กับพรรคพลังประชารัฐมีหลากหลายบริษัท บางบริษัทไม่มีงบการเงินไม่มีรายได้ บริษัทเครือคิงพาวเวอร์ซอยเป็นบริษัทลูกรวมๆกัน 24 ล้านบาท แต่ไม่ผิดกฎหมายเพราะกำหนดไม่เกินบริษัทละ 10 ล้านบาท” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า ยังมีพรรครวมพลังประชาชาติไทยเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกัน จัดโต๊ะจีนโต๊ะละ 1 ล้านบาท ได้มา 240 ล้านบาท ตอนนั้น สามพรรคใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกัน ในช่วงเวลาเดือนเศษแต่ละพรรคเลือกวิธีการที่ต่างกันไป พรรคอนาคตใหม่เลือกกู้เงินจากนายธนาธร นี่คือทางเลือกที่แตกต่างกันไป ถามว่าจัดโต๊ะจีนระดมทุนถ้าเปิดรายชื่อมาดูคนที่ซื้อโต๊ะจีนของทั้งสองพรรคเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น แต่พรรคอนาคตใหม่เราไม่รับเงินจากนายทุนขนาดใหญ่ เนื่องจากเรามีนโยบายทลายทุนผูกขาด ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่เป็นทุนขนาดใหญ่อยากบริจาคให้เราแต่เราไม่รับ เราเลือกระดมทุนจากรายเล็กรายย่อยจากประชาชนคนธรรมดา ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ต้องมีงบประมาณในการเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศ ค่าสำนักงานต่างๆ เราถึงพยายามผลิตสินค้าเตรียมขาย แต่กฎหมายก็มาห้ามเต็มไปหมด จนเส้นตายใกล้เข้ามาจึงเหลือทางเลือกเดียวคือขอกู้เงินจากนายธนาธร หากพูดอย่างตรงไปตรงมา พรรคอนาคตใหม่ไม่มีปัญญาจัดโต๊ะจีนได้เงิน 600 กว่าล้านบาท หรือ 240 ล้านบาท นี่คือที่มาของการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดสินจกู้เงินนายธนาธร คำถามต่อไปคือเราต้องการกู้เงินแล้วต้องปกปิดเป็นความลับหรือไม่ คำตอบคือเราไม่ต้องการปกปิด เราชี้แจงในงบการเงิน และนายธนาธรไปทุกที่ก็เปิดเผยแก่สาธารณะหลายครั้งหลายหนหลายที่ และยืนยันว่าคุณธนาธรไม่ได้หลุดปาก แต่ตั้งใจที่จะเปิดเผยให้เห็นด้วยตนเอง

***เปิดหลักฐาน “พรรคการเมือง” สามารถกู้เงินได้

นายปิยบุตร กล่าวว่า ประเด็นที่ 2. พรรคการเมืองในประเทศไทยสามารถกู้เงินได้ เรื่องนี้หลักกฎหมายเอกชนบอกว่านิติบุคคลเอกชนปัจเจกบุคคลทั้งหลาย เรามีเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ก็ได้ตราบที่กฎหมายไม่ได้ห้าม ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐจะทำอะไรไม่ได้ถ้ากฎหมายไม่ให้อำนาจทำ พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน เกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคลหลายคนรวมตัวกันก่อตั้ง หน่วยงานของรัฐเกิดขึ้น เพราะ มีกฎหมายก่อตั้ง และบุคลากรในหน่วยงานของรัฐมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ แต่บุคลากรของพรรคการเมืองเป็นเอกชนหมด เพราะฉะนั้นชัดเจนที่สุดคือพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ งานวิจัยทางกฎหมายทุกแห่งก็ยืนยันชัดเจน ดังนั้น ต้องเข้าหลักก่อนว่าทำได้ทุกอย่างเว้นแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ทำ เราก็ไปสำรวจกฎหมายพรรคการเมืองทั้งหมดว่าห้ามอะไรบ้าง กฎหมายทุกฉบับไม่มีมาตราไหนเลยบอกห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน ในตอนก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สำนักกิจการพรรคการเมืองของ กกต.มีการติวให้พรรคการเมืองต่างๆ และมีการแจกเอกสารมาชุดหนึ่งให้กับทุกพรรค ระบุความผิดและบทลงโทษตามกฎหมายพรรรคการเมืองเอาไว้ ให้เอาไปรู้ล่วงหน้าว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง และไม่มีสักบรรทัดที่เขียนว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน ซึ่งถ้ามีเขียนไว้ชัดๆว่าห้ามกู้เงินพรรคอนาคตใหม่ก็คงไม่กู้

“เราทบทวนหมดแล้วทุกมาตรา รวมถึงคู่มือที่กกต.แจกมาเอง ไม่มีตรงไหนเขียนเลยว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน หากไม่เชื่อก็ลองไปดูในงบการเงินของพรรคการเมืองได้ งบการเงินฉบับแรกที่ส่งกันไปส่งเมื่อเดือน ธันวาคม 2561 ข้อมูลนี้เปิดเผยทั้งหมด เราก็พบว่ามีอยู่ 16 พรรค ที่มีเงินยืม ทดรองจ่าย ยืมจากหัวหน้า กรรมการต่างๆเต็มไปหมด และมีอีก 4 พรรคเขียนเอาไว้ชัดว่ากู้ยืมเงิน พรรคเหล่านั้นคือพรรคชาติพัฒนา พลังท้องถิ่นไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาธิปไตยใหม่ แต่จะใช้คำว่า เงินยืม เงินทดรองจ่าย เงินกุ้ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันอยู่ในความหมายของนิติกรรมในคำว่ายืมด้วยกันทั้งสิ้น เนื้อหาสาระเหมือนกันทั้งหมด ดังนั้น ที่ประธาน กกต.ตั้งประเด็นขึ้นมาว่าไม่เหมือนกัน จริงๆ มันคือนิติกรรมว่าด้วยการยืมเงิน บางพรรคก็กู้โดยไม่มีสัญญา ไม่มีกำหนดชำระหนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาก็กู้กัน บางประเทศกังวลใจว่าจะเกิดการครอบงำหรือนิติกรรมอำพรางก็จะมาการเขียนข้อจำกัดการกู้ไว้ บางที่ไม่เขียนไว้ก็กู้ได้ไม่จำกัด เหมือนกับนิติบุคลเอกชนทั่วไป” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร กล่าวว่า สรุปคือระบบกฎหมายประเทศไทยไม่ได้ห้ามกู้เงินและที่ผ่านมามีหลายพรรคที่กู้เงิน ดังนั้น วันนี้ถ้าไม่ให้พรรคการเมืองกู้ ต้องไปแก้ พรป.พรรคการเมือง และเขียนให้ชัดว่าไม่ให้กู้เงิน ซึ่งหากจะทำให้ทุกพรรคการเมืองมีความเสมอภาคกัน ผมเสนอให้ กกต.ตั้งกองทุนให้พรรคการเมืองกู้เงิน ต้องยอมรับตรงกันว่าทุกพรรคต้องใช้’เงิน’ในการทำกิจกรรม แต่ทุกพรรคมีสายป่านไม่เท่ากัน ไม่สามารถระดมทุนเท่ากันได้

***ยัน “เงินกู้” ไม่ใช่รายได้-ไม่ใช่เงินบริจาค หลักบัญชีระบุอยู่หมวดหนี้

นายปิยบุตร กล่าวว่า ประเด็นที่ 3 คือ เงินกู้ไม่ใช่รายได้ ไม่ใช่เงินบริจาค ไม่ใช่ประโยชน์อื่นใด แต่คือหนี้สิน  เรื่องนี้ในหลักการบัญชีเงินกู้อยู่ในหมวดหนี้สินไม่ใช่รายได้ งบการเงินแต่ละพรรคเวลาแสดงต่อ กกต.จะจัดอยู่ในหมวดหนี้สินทั้งหมด ไม่มีที่ไหนไปจัดอยู่ในส่วนรายได้ ดังนั้นมาตรา 62 ของ พรป.พรรคการเมืองจึงกำหนดเอาไว้ว่า พรรคการเมืองมีที่มาแหล่งรายได้จากแหล่งใดบ้างที่มาตรา 62 ไม่มีเขียนถึงเงินกู้ไว้จึงถูกแล้ว เพราะเงินกู้มันไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สิน และต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าพรรคอนาคตใหม่มีความผิดตามมาตรา 62 จริงคือโทษปรับ ไม่ใช่โทษยุบพรรค และเงินกู้ไม่ใช่การบริจาค เพราะหากดูนิยามของคำว่าบริจาค หมายถึงการให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง หมายรวมถึงการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองที่กำหนดเป็นเงินได้ เงินกู้ชัดเจนอยู่ในตนเองว่าไม่ใช่เงินบริจาค ไม่ใช่การให้ เงินกู้นั้นระบุว่าเมื่อผู้รับ รับเงินไปแล้วต้องใช้คืน เงินกู้ไม่มีทางเท่ากับเงินบริจาคได้เลย เพราะมันต้องใช้คืน

“คุณธนาธรก็ประกาศทุกวันว่าจะทวงคืน อีกทั้งพรรคอนาคตใหม่ยังจัดกิจกรรมทำแคมเปญช่วยกันระดมทุนบริจาค ทำแคมเปญสมัครสมาชิก ที่จะได้มีเงินเอาไปใช้หนี้ การประกาศชัดเจนแบบนี้จะเป็นเงินบริจาคได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นพรรคอนาคตใหม่ใช้หนี้ไปแล้วบางส่วนด้วย ซึ่งเรามีใบสำคัญชำระ มีเช็คเรียบร้อย ดังนั้น จึงไม่เข้าข่ายเงินรับริจาคได้เลย ถ้ายังบอกอีกว่าเป็นเงินบริจาคก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว หากเปรียบเทียบกับพรรคอื่นที่กู้เงิน บางกรณีดอกเบี้ยร้อยละ 2 บางกรณีดอกเบี้ยก็ไม่มี บางกรณีก็ไม่มีกำหนดชำระ ผมจึงอยากถามว่า แบบไหนที่เข้าข่ายบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดมากกว่า ซึ่งพรรคอนาคตใหม่มีสัญญา มีการชำระจริงๆ แต่พรรคอื่นๆทำกันสัญญากู้ก็ไม่มี นอกจากนี้กกต.มีประเด็นอีกว่าพรรคอนาคตใหม่จะมีปัญญาใข้คืนหรือ ผมต้องถามกลับว่า แล้วกกต.เคยไปถามพรรคอื่นหรือไม่ว่ามีปัญญาใช้เงินกู้คืนหรือไม่ ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2562 เรารับบริจาคขายของระดมทุนได้ 70 กว่าล้าน แล้วทยอยคืนนายธนาธรบางส่วนไปแล้ว” นายปิยบุตร กล่าว

***กระบวนการพิจารณา กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 4.กระบวนการพิจารณาในชั้น กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ กกต.มีการดำเนินคดีกับพรรคอนาคตใหม่อยู่ช่องทาง คือตามมาตรา 66 และมาตรา 72 กรณีมาตรา 66 เริ่มต้นด้วยวันที่ 4 มิถุนายน 2562 มอบให้คณะกรรมการที่ 13 เรียกเจ้าหน้าที่กกต.ฝ่ายบัญชีพรรคการเมือง 23 สิงหาคม ยกคำร้องด้วยมติอกฉันท์ว่าพรรคการเมืองกู้เงินได้ เงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาค ในการยกคำร้องนั้นยืนยันด้วยว่าพรรคอื่นก็กู้กัน จากนั้นส่งไปให้สำนักสืบสวนที่ 18 ในวันที่ 23 กันยายน ก็มีมติเอกฉันท์ยกคำร้องเช่นกันด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน หลังจากนั้นกกต.ก็ไม่หยุด ส่งไปให้อนุกรรมการ และมีมติเมื่อเดือน ตุลาคม ด้วยเสียง 3-2 ให้มีความผิด ในกรณีมาตรา 66 นี้กกต.ไม่ยุติ เดินเรื่องต่อไปทั้งๆที่กฎหมายระบุว่าให้หยุด ส่วนกรณีมาตรา 72 กกต.เพิ่งมาคิดออกเรื่อง มาโผล่มาวันที่ 27 พฤศจิกายน แล้ววันที่ 11 ธันวาคม มีมติ 5-2 ว่าพรรคอนาคตใหม่มีความผิด จึงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอยุบพรรค คำถามคือวันที่ 27 พย.-11 ธค. เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์อยู่ดีๆความผิดเกี่ยวกับมาตรา 72 โผล่มาได้อย่างไร และไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อพรรคอนาคตใหม่ใดๆทั้งสิ้น ตนมารู้เรื่องว่าโดนมาตรา 72 เอาวันที่ 11 ธค. พร้อมกับประชาชน โดยไม่เคยบอกพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยแจ้งข้อหา ไม่เคยเรียกไปชี้แจงอะไรทั้งสิ้น

“ถามว่า หลักประกันของพรรคอนาคตใหม่ในชั้นการต่อสู้อยู่ตรงไหน กกต. เป็นองค์กรอิสระไม่ใช่นักร้องที่จะหยิบบัตรสนเท่ห์หน้าหนังสือพิมพ์มาส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ คุณมีระเบียบการไต่สวนต่างๆ ใช้กับทุกเรื่องทุกคน ยกเว้นไม่ใช้กับพรรคอนาคตใหม่พรรคเดียว คำถามคือรีบอะไรกันขนาดนั้น ทำไมต้องรีบกันขนาดนั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยในอดีตว่า หาก กกต.ดำเนินการข้ามขั้นตอนศาลยกคำร้อง อย่างเช่นกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกร้องให้ยุบพรรคในกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทเอกชนแห่งนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดศาลยกคำร้องเพราะบอกว่ากระบวนการในชั้นสืบสวนสอบสวนมาโดยไม่ชอบ แสดงว่าขั้นตอนของกกต.เป็นสาระสำคัญ ไม่เมื่อไม่แจ้งข้อกล่าวหา ข้ามขั้นตอนแบบนี้จึงไม่ชอบเช่นเดียวกัน” นายปิยบุตร กล่าว

***ยันไม่มีความผิดมาตราไหนถึงขั้น “ยุบพรรค”

นายปิยบุตร กล่าวว่า ประเด็นที่ 5 ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 210 เขียนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดังต่อไปนี้ (1) วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมาย (2) เข้ามาชี้ขาดเวลาอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆขัดกัน และ (3) หน้าที่อื่นๆที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เคยมีการถกเถียงกันในวงวิชาการว่าสามารถตรากฎหมายเพิ่มเติมอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ซึ่งตอนนั้นก็มีการตรา พรป เพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรมนูญกัน แต่ปัจจุบันทำไม่ได้อย่างสิ้นเชิงเพราะใน (3) เขียนไว้ชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการล็อคไว้แล้วว่าจะมีอำนาจได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่มีมาตราไหนเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรค ซึ่งอำนาจยุบพรรคเกิดจาก พรป.พรรคการเมืองมาตรา 92 นี่แสดงให้เห็นว่า พรป.พรรคการเมืองมาตรา 92 ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ได้ต่อสู้ในประเด็นนี้ไปด้วย ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องวินิจฉัยว่าอำนาจยุบพรรคตาม พรป.พรรคการเมืองขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ นอกจากนี้ มาตรา 66 เป็นความผิดเรื่องบริจาคเงินเกิน 10 ล้าน โทษสำหรับผู้ที่บริจาคให้มีโทษคือเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและดำเนินคดีอาญา ส่วนคนรับเกิน ก็มีโทษปรับและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรค และเงินส่วนที่เกินต้องส่งคืนให้กองทันพัฒนาพรรคการเมือง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีโทษยุบพรรคอยู่เลย

“แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสิทธิกรรมการบริหารได้หรือไม่ คำตอบคือความผิดตามมาตรา 66 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องไปเริ่มต้นที่ศาลอาญาตามระบบปกติ เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยว ดังนั้นมาตรา 66 ยุบพรรคไม่ได้แน่นอน ศาลรัฐธรรมนูญจะมาตีขลุมก็ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของศาลปกติ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้เรายืนยันไปแล้วว่าเรามีการกู้เงินจริงแมีการคืนเงินไปบางส่วนเรียบร้อยแล้ว เงินกู้คือหนี้สิน ไม่ใช่เงินบริจาค ไม่ใช่ประโยชน์อื่นใด ไม่มีทางเข้ามาตรานี้ได้” นายปิยบุตร กล่าว

  นายปิยบุตร กล่าวว่า ส่วนช่องทางที่สองคือมาตรา 72 ห้ามพรรคการเมืองรับเงินโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในมาตรานี้ป้องกันไม่ให้พรรคการเมือง เอาเงินผิดกฎหมายเงินสกปรกมาใช้ในการดำเนินงานกิจกรรมของพรรค ซึ่งคุณธนาธรไม่ได้เปิดซ่อง เปิดบ่อน เป็นเจ้ามือหวยใต้ดิน หรือกระทำการคอรัปชั่น ดังนั้นเรื่องของพรรคอนาคตใหม่ไม่เกี่ยวอะไรกับมาตรา 72 เลย แต่ที่มีการนำมาใช้เพราะมาตรา 72 เป็นเหตุให้ยุบพรรคได้ ทั้งๆที่องค์ประกอบความผิดทางกฎหมายเป็นคนละเรื่องกันเลย และต่อให้มีการขยายความกันอย่างไรก็แล้วแต่ จะเอามาตรา 72 มาใช้ดื้อๆไม่ได้ พรรคอนาคตใหม่รู้หรือควรจะรู้หรือ ว่าวันนึง กกต.จะตีความกฎหมายแบบพิศดารแบบนี้ ถ้าพิสูจน์กันที่เจตนา ไม่มีทางเลยที่พรรคอนาคตใหม่จะรู้ล่วงหน้าได้

“ทั้งหลายทั้งปวงที่ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกฎหมาย จะเห็นได้ว่าพรรคอื่นก็ทำกัน ทั้งหมดยืนยันได้ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิดตามมาตรา 62 มาตรา 66 มาตรา 72 ศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้อง” นายปิยบุตร กล่าว

***กำลังสร้างบรรทัดฐานว่าพรรคการเมืองไม่ต้องโปร่งใส ยิ่งโปร่งใส ยิ่งถูกจับผิด

นายปิยบุตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตกลงแล้วประเทศไทยเรามีกฎหมายพรรคการเมืองเอาไว้เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองหรือเป็นเครื่องมือในการกำจัดทำลายล้างพรรคการเมืองกันแน่ ผู้ร่างกฎหมายพรรคการเมืองบอกว่าต้องการทำให้พรรคเป็นของประชาชน ทำให้โปร่งใส พรรคอนาคตใหม่ก่อตั้งขึ้นมายึดเรื่องนี้เป็นหลัก แสดงบรรทัดฐานทางการเมืองแบบใหม่ แสดงถึงความโปร่งใส ที่ไปที่มาการได้มาการจ่ายเงินออกไปของพรรค เราเลือกใช้เงินกู้เพราะเราไม่มีหนทางที่จะหางบประมาณได้ทันในขณะที่ติดล็อคจากประกาศของคสช. แล้วก็โปร่งใส มีการประกาศชัดเจน เพราะหวังจะยกมาตรฐานนี้ขึ้นมา แต่ปรากฏว่ากำลังมีการเอากฎหมายพรรคการเมืองมาใช้จับผิด ไล่ล่า ทำลายล้างพรรคอนาคตใหม่ใช่หรือไม่ พอธนาธรประกาศว่าให้กู้เงิน นักร้องก็ไปร้องบอกว่าเป็นรายได้ พอเราอธิบายได้ว่าไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สิน ก็บอกหาว่าเป็นเงินบริจาค พออธิบายได้ว่าไม่ใช่เงินบริจาค ก็หาว่าเป็นประโยชน์อื่นใด พออธิบายว่าใช้มาตรา 66 ยุบพรรคไม่ได้ ก็ไปเอามาตรา 72 มาใช้ นี่มันหมาป่ากับลูกแกะชัดๆ ตนอยากตั้งคำถามผ่านไปดังๆ พรรคเกิดใหม่พร้อมกับพวกเราทุกวันนี้คุณเอาเงินมาจากไหนกัน แล้วพรรคของเราชัดเจนว่ามาจากการกู้เงินจากคุณธนาธร หากธนาธรไม่บอกใครจะรู้ แต่ธนาธรจงใจบอกเพื่อให้สังคมรู้ว่า พรรคอนาคตใหม่เอาเงินมาจากไหน และถ้านำมาสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ได้ ก็ต้องถามว่าประเทศนี้กำลังสนับสนุนให้พรรคการเมืองต่างๆจงอย่าโปร่งใสใช่หรือไม่ ไปจัดโต๊ะจีนที่มีทุนใหญ่ใส่เข้ามา ซอยบริษัทเล็กๆแล้วบริจาคกันใช่หรือไม่ ถ้าพรรคอนาคตใหม่ผิด นี่เท่ากับกำลังจะเป็นการวางบรรทัดฐานว่าพรรคการเมืองจงอย่าเปิดเผย เพราะยิ่งโปร่งใสเท่าไรจะถูกจับผิดมากเท่านั้น นี่สังคมศรีธนญชัยหรือ ในท้ายที่สุดจะเอากันแบบนี้หรือ

“มีคนมาบอกอีกว่าต้องเคารพกฎหมาย ถ้าไม่เคารพกฎหมายประเทศจะอยู่อย่างไร คำตอบคือเราต้องเคารพกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม ประกอบไปด้วยที่มา กระบวนการ เนื้อหา ที่มากฎหมายต่างๆต้องมาจากตัวแทนประชาชนในการออกกฎหมายมา ไม่ใช่ยึดอำนาจมา กระบวนการในทางกฎหมายจะต้องรับประกันเปิดโอกาสให้คู่กรณีโต้แย้งแสดงหลักฐาน ต้องมีเหตุผลประกอบ ทำให้คนแพ้รับได้ วิญญูชนฟังแล้วอธิบายได้ กฎหมายเหล่านี้จึงจะชอบธรรม แต่ถ้าท่องทุกวันว่าเคารพกฎหมาย แต่เป็นกฎหมายที่อยู่ดีๆตั้งข้อหาจับเอาเข้าคุกเลย ตั้งศาลเตี้ยพิพากษา ไม่มีอำนาจตัดสินก็รับตัดสินให้ผิด ถ้าทั้งหมดอธิบายไม่ได้เลย แล้วกฎหมายที่คุณพูดทุกวันว่าต้องเคารพๆมันต่างอะไรกับปืนต่างอะไรหรือกำลังทางกายภาพ ในอีกความหมายหนึ่ง คนพวกนี้ที่บอกให้เคารพกฎหมาย คือกำลังบอกให้เคารพต่ออำนาจ และรู้อย่างแน่นอนว่าตัวเองจะไม่มีวันโดนเพราะอยู่ข้างเดียวกับอำนาจ ลองจินตนาการดูว่าถ้าตัวเองโดนแบบเดียวกันในกระบวนการเดียวกันจะทำอย่างไร” นายปิยบุตร กล่าว

***เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุบพรรคฝ่ายค้านก่อนอภิปราย 3วัน

นายปิยบุตร กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่จริงจะเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ยุบพรรคฝ่ายค้าน และเพียง 3 วันก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พูดปฏิเสธให้ตายอย่างไรคนทั้งประเทศก็ฉุกคิดได้แน่นอนว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่หมายถึงอะไร และถ้ายุบจริงมันคือการทำลายความหวังของคนจำนวนมากที่ฝากไว้กับพรรคอนาคตใหม่ ประเทศไทยเคยขับไล่ไสส่งกลุ่มคนที่ก้าวหน้ามาแล้วหลายครั้งหลายหน พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์อันใด ตนขอเรียนตรงนี้ว่าพัฒนาการประชาธิปไตยกำลังเดินไปตามครรลองของมัน อย่าเอานิติสงครามมาใช้ เพราะไม่เป็นคุณต่อพัฒนาการประชาธิปไตย ไม่ได้ช่วยให้ประเทศไทยกลับมาปรองดองสามัคคีกันขึ้น กลับกันจะทำให้เกิดการตอกลิ่มความขัดแย้งรุนแรงขึ้น สุดท้ายผมฝากถามไปถึงกกต.ทั้ง 7 ท่าน ท่านลองส่องกระจกแล้วถามตัวเองดังๆหน่อย ว่าคุณต้องการยุบพรรคอนาคตใหม่เพราะเป็นพรรคอนาคตใหม่ใช่หรือไม่ ต้องการตัดสิทธิเพราะไม่ต้องการให้ธนาธร ปิยบุตร มีบทบาทในทางการเมืองและสภาใช่หรือไม่ 

“วันที่ 21 นี้จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร เรายืนยันว่าพรรคไม่มีความผิดตามมาตรา 62 66 72 ศาลรัฐธรรมนูญต้องยกคำร้องและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไม่ได้” ปิยบุตร กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here