ถอนรากถอนโคน “ขบวนการค้านมนุษย์โรฮิงญา” ยาก แต่ ต้องทำ !! อดีตหัวหน้าสำนักงาน UNHCR ประจำค็อกซ์บาซาร์ บังคลาเทศ คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนฯ พรรคไทยสร้างไทย เสนอ 5 แนวทางจัดการปัญหาค้ามนุษย์

0
326

นายกัณวีร์ สืบแสง คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะ อดีตหัวหน้าสำนักงาน UNHCR ประจำค็อกซ์บาซาร์ บังคลาเทศ ซึ่งติดตามปัญหาชาวโรฮิงญา มากว่า 10 ปี รวมถึงการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องในหลายประเทศ ชี้ให้เห็นว่า คำตอบที่สังคมอยากได้จากรัฐบาล ว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้วต่อเรื่องขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ในไทย และทำไมข้าราชการตำรวจระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้รับผิดชอบสืบสวนสอบสวนขบวนการดังกล่าวต้องลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากเกรงกลัวต่ออำนาจมืดที่มองไม่เห็น หรือที่บัญญัติในกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสถานะผู้ลี้ภัยว่า “การประหัตประหาร”

กรณีที่คุณรังสิมันต์ โรม สส.พรรคก้าวไกล ถามกระทู้สดเรื่องความคืบหน้าและการดำเนินการของรัฐบาลต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งโยงถึงเรื่องที่ พลตำรวจตรี ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้ที่ถูกหางเลขจากการปฏิบัติหน้าที่ในการ crackdown ขบวนการค้ามนุษย์ชาติพันธ์ุโรฮิงญา จากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา และเปิดโปงธุรกิจมืดราคาแสนล้านที่มีความเชื่อมโยงในหลายระดับจากล่างสู่บน แต่มีชีวิต ลมหายใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนเป็นเดิมพัน จนทำให้ตัว พล.ต.ต. ปวีณฯ ต้องขอลี้ภัย ณ ประเทศออสเตรเลีย อยู่จนปัจจุบัน

“เกิดอะไรขึ้นทำไมชาวโรฮิงญาถึงยอมเสี่ยงชีวิตทั้งนั่งเรือผ่านมหาสมุทรจากพื้นที่ไกลโพ้นทั้งจากแม่น้ำนาฟ ที่เรือประมงหลายลำต้องล่องไปรับจากประเทศไทยลอยเรือรออยู่ที่ทะเล การล่องเรือประมงลำเล็กๆ ซึ่งแท้จริงแล้วจุดหมายปลายทางไม่ได้อยู่ภาคใต้ของไทยหรอกแต่เหตุใดถึงถูกชักลากมาขึ้นฝั่งไทยจากเกาะสอง ภูมิภาคตะนาวศรี สู่ฝั่งไทย ?? และการนั่งเรือประมงลำเล็กๆ ดังกล่าว หลายๆ ครั้งมีการยืนยันว่าไม่ได้ล่องฝ่ามหาสมุทรตลอดเวลาที่ต้องใช้เขตแดนทะเลระหว่างประเทศ แต่หากเป็นการเลาะตะเข็บชายฝั่งของเมียนมามาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเกาะสองแล้วค่อยลากออกไป !! นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมได้ประสบด้วยตนเองตอนปฏิบัติหน้าที่ดูแลฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของพม่าทั้งหมดตอนทำหน้าที่กับสหประชาชาติ ดังนั้น คนที่เกี่ยวข้องควรหาข้อมูลมาเพิ่มเติม”นายกัณวีร์ กล่าวถึงเรื่องนี้จากประสบการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ Cox’s Bazar ประเทศบังคลาเทศกับผู้ลี้ภัยโรฮิงญา

โรฮิงญามาทำไม คุ้มเหรอกับการต้องเสียชีวิตระหว่างทาง คุ้มเหรอกับการเสี่ยงชีวิตลูกเด็กเล็กแดงนั่งในเรือที่อาจล่มได้ทุกนาทีเมื่อมีคลื่นลมแรง นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มโรฮิงญาที่เดินทางจากรัฐยะไข่มาทางรถผ่านเส้นทางสำคัญๆ ของเมียนมาที่ต้องใส่เสื้อทหารพม่ามาตลอดทางเพื่อปกปิดตนเอง และเข้าไทยผ่านเมืองเมียวดี รัฐกระเหรี่ยง และเข้าไทยผ่าน อ.แม่สอด จ.จาก ซึ่งตอนหลังโดนจับเยอะ เลยเปลี่ยนเส้นทางผ่านลงทางตอนใต้สู่เกาะสอง ภูมิภาคตะนาวศรีและเข้าไทยผ่าน จ.ระนอง

“คุ้มมั้ย ทั้งต้องเสี่ยงชีวิตทุกคนในครอบครัว ทั้งต้องถูกจับ และคุมขัง หลายครั้งถูกทรมาน และสุดท้ายส่งกลับสู่มือทหารเมียนมา”

เหตุผลการหนีออกมาชัดเจนอยู่แล้ว คือ “หนีภัยการประหัตประหารจากประเทศต้นกำเนิด” กลับไปดูค่ายผู้ลี้ภัยที่ Cox’s Bazar บังคลาเทศ ที่มีผู้ลี้ภัยโรฮิงญามากกว่าล้านคนเบียดเสียดยัดเยียดในค่ายต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งน่าจะมี 5 ประเด็น พอจะเป็นข้อเสนอแนะให้เห็นถึงการจัดการปัญหา กล่าวคือ

1.สาเหตุอาจมาจากความประสงค์ ต้องการหนีจากการประหัตประหาร จึงต้องเข้าร่วมกับขบวนการลักลอบนำพา แต่เมื่อถึงฝั่งไทย ถูกคุมขังอยู่ในค่ายในป่าต่างๆ ถูกเรียกเงิน เรียกค่าไถ่ จึงเปลี่ยนจากการลักลอบสู่ การค้ามนุษย์

2.ไทยต้องยอมรับว่าขบวนการลักลอบและนำพา รวมทั้ง ขบวนการค้ามนุษย์ มันใหญ่เกินกว่าไทยประเทศเดียวจะรับมือไหว แล้วต้องพยายามหากลไกต่างๆ ทั้งระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเข้ามาสนับสนุนกลไกต่างๆ ที่เรามีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ต้องยอมรับว่าไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มากนะครับ เราได้ลงนามในอนุสัญญาเรื่อง Transnational Organized Crime (UNTOC) ในปี พ.ศ. 2543 และลงนามในพิธีสารเรื่องการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษผู้กระทำผิดด้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก (Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Especially Women and Children) ในปี พ.ศ. 2544 แต่ก่อนที่เราจะให้สัตยาบันในกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองในปี พ.ศ. 2556 เราได้บัญญัติ พรบ.การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ในปี พ.ศ. 2551 เสียอีก รวมทั้ง เรายังใช้กลไกในระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนโดยการตรากฎหมายร่วมเป็นอนุสัญญาอาเซียนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ระดับภูมิภาคในปี พ.ศ. 2558 ต้องขอชื่นชมจากใจจริงในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศ

จะเห็นได้ว่าไทยมีทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐของไทยทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ในเรื่องดังกล่าวอย่างแข็งขัน มันน่าจะแก้ไขได้แล้ว แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน ??

3.เพราะช่องโหว่จากการลักลอกนำพา เปลี่ยนมาเป็นการค้ามนุษย์ มันขาดไป ส่วนหนึ่งเพราะ ประเทศไทยเราใช้ พรบ. ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. 2521 ในการจัดการโดยส่วนใหญ่ต่อการลักลอบ เหมือนๆ กับการจัดการกับผู้ลี้ภัยในไทยครับ คือ จับ ขัง และรอการส่งกลับ

4.การยกระดับการจัดการปัญหาลักลอบนำพาให้สูงขึ้นมากกว่าการบริหารจัดการบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านครับ อาทิ การพิจารณาปรับใช้และเป็นผู้นำของกระบวนการ Counter Migrant Smuggling ขององค์การโยกย้ายถิ่นฐานสากล (International Migration Organization-IOM) ไทยควรใช้โอกาสนี้เป็นผู้นำในระดับภูมิภาคโดยการหารือ Counter Migrant Smuggling ของ IOM ในอาเซียน รวมถึงการหารือแบบวิสามัญร่วมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากขบวนการนำพาให้เร็วที่สุด

5.มองโอกาสออกนอกภูมิภาค โดยไทยต้องเป็นผู้นำ เพราะจะทำให้ศักดิ์ศรีของประเทศมีมากขึ้นหากเรานำ มากกว่าเป็นผู้ตาม !! ตัวอย่าง เช่น รายงานประจำปีของสหรัฐเรื่อง Trafflikning in Persons (TIP) ตอนนี้ไทยอยู่ใน Tier 2 Watchlist นั้น เราสามารถเปิดประเด็นเข้าร่วมอย่างจริงจังในการเป็นผู้นำด้านนี้โดยดึงศักยภาพประเทศมหาอำนาจมาจัดการโดยอยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีที่ได้ต้อง monitor การจัดการภายในและบริเวณรอบข้างให้ได้ ผลักไทยให้อยู่ใน Tier 1 ของ TIP report โดยใช้ศักยภาพของประเทศมหาอำนาจ และความร่วมมือระหว่างประเทศให้มากที่สุด โดยไทยบริหารจัดการ

“ผมไม่ได้บอกว่าควร “ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน” โดยการนำต่างประเทศเข้ามาในไทยในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหาดังกล่าวมันใหญ่ (แต่ไม่ลึกลับหรอกครับ) กว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือแม้กระทั่งการรวมกลุ่มกันอย่างอาเซียนจะจัดการได้ เราควรดึงศักยภาพของประเทศมหาอำนาจมาช่วยจัดการโดยมีข้อตกลงว่าไทยจะบริหารจัดการเรื่องภายในประเทศโดยไม่มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจ เรื่องนี้เป็นวาระแห่งโลก ไม่มีใครอยากมาหาผลประโยชน์จากเรื่องมนุษยธรรมหรอกครับ แต่เราต้องบริหารจัดการเรื่องมนุษยธรรมให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเป็นผู้นำของไทยในเวทีระหว่างประเทศให้ได้ต่อไป”