“ก้าวไกล” ห่วงสถานการณ์ค่ายอพยพ “แม่หละ” วอนเร่งสอบชนวนเหตุ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

0
318

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 จากกรณีผู้อพยพจากประเทศเมียนมา ในค่ายผู้อพยพบ้านแม่หละ ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ชุมนุมประท้วงเจ้าหน้าที่ จากเหตุผู้อพยพถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย จนกลายเป็นเหตุลุกลามนั้น
.
นายคริษฐ์ ปานเนียม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล เขต 1 จ. ตาก ระบุว่าไม่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะมีชนวนเหตุมาจากฝ่ายใด แต่ประเทศไทยในฐานะเจ้าของประเทศที่ได้เชื้อเชิญ UNHCR มาทำงานร่วมกันช่วยเหลือผู้อพยพตั้งแต่ปี 2518 อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับ UNHCR ว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้
.
ที่ผ่านมา ศูนย์พักพิงแม่หละมีการผ่อนปรนให้ผู้ลี้ภัยบางรายเข้านอกออกในได้ตามสะดวก เพราะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน อาทิ การใช้แรงงานเพื่อการเกษตรในพื้นที่ การเก็บหาของป่า หรือการซื้อมาขายไปสิ่งของอุปโภค บริโภค บางกระแสข่าวระบุว่ามีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของบริจาคระหว่างกันด้วย
.
เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมโรคติดต่อ ลำพังเพียงแค่อธิบายขยายความให้ผู้อพยพทราบโดยทั่วกันก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย แต่เหตุที่ไม่เป็นเช่นนั้นและเกิดการจลาจลวุ่นวาย เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เกรงกลัวกัน มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกัน มีทั้งเจ้าหน้าที่และผู้อพยพที่มีอิทธิพล ใช้อำนาจกดทับความรู้สึกของผู้อพยพและเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติดี พื้นที่ดังกล่าวจึงค่อนข้างเปราะบางและสุ่มเสี่ยง กระทั่งปะทุขึ้นกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงในที่สุด
.
“เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากหากเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้กำลังทำร้ายผู้อพยพ และหากได้ประพฤติเช่นนั้นจริง ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของฝ่ายข้าราชการไทยในท้องถิ่น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อหลักการคุ้มครองดูแลช่วยเหลือ ระหว่างรัฐบาลไทย กับ UNHCR” นายคริษฐ์ระบุ
.
นายคริษฐ์ยังระบุด้วย ว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบ สืบสวน สอบสวนโดยเร็วที่สุด และมีบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มที่ประพฤติมิชอบในเหตุการณ์นี้โดยเร็ว เพื่อยับยั้งความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ
.
และประเทศไทยต้องตระหนักเสมอ ว่าผู้อพยพและศูนย์พักพิงทุกแห่งทั่วประเทศ ณ เวลานี้ เป็นความร่วมมือที่รัฐบาลไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 ได้เชิญทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้อง และ UNHCR มาร่วมกันทำงานเพื่อคุ้มครองผู้ลี้ภัย รัฐบาลควรมีท่าทีต่อสังคมโลกให้เห็นว่ารัฐบาลไทย และคนไทยทั้งประเทศ ร่วมกันจรรโลงและเคารพสิทธิมนุษยชนเฉกเช่นสังคมโลกยึดถือปฏิบัติ
.
ในส่วนของนายปรัชญา ปุณหะกิจ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล ในพื้นที่ ต.แม่หละ จ.ตาก ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่รวมกันหลายกลุ่ม ทั้งผู้อพยพจากประเทศเมียนมา ที่ต่างศาสนากันทั้งคริสต์ พุทธ มุสลิม รอบค่ายก็ยังมีทั้งคนไทย และชาติพันธุ์กะเหรี่ยง นี่จึงเป็นพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูงมาก น้ำผึ้งหยดเดียวสามารถนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงได้เสมอ
.
ประเด็นที่เป็นชนวนเหตุ มีข้อมูลรายงานว่ามาจากการกลุ่มผู้อพยพในนั้นออกมาทำมาหากิน มีมาตรการโควิดแต่ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย ถูกเจ้าหน้าที่ถีบรถ ทำร้ายร่างกายหนัก เพื่อนที่มาช่วยขอร้องเจ้าหน้าที่ก็โดนทำร้ายหนักด้วยเช่นกัน
.
สิ่งที่ตนอยากตั้งคำถาม ก็คือการที่ผู้อพยพบางส่วนให้ข้อมูลว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างกดขี่มาโดยตลอด จนเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ทำให้ทุกอย่างที่สะสมมาเกิดลุกลามบานปลาย ว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน
.
จริงหรือไม่ ที่มีการพูดกันมานานแล้ว ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อิทธิพลของทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้อพยพบางส่วนด้วยกันเอง ของบริจาคที่มาจากยูเอ็นไม่เคยถึงมือผู้อพยพ ของที่ดี ๆ เจ้าหน้าที่เอาไปหมด เหลือแต่เศษเล็กน้อยให้ผู้อพยพ รวมทั้งจริงหรือไม่ ที่ อส. รู้เห็นเป็นใจให้ผู้มีอิทธิพลเข้าไปคุกคามล่วงละเมิดทางเพศกับผู้อพยพบ่อยครั้ง
.
“เรื่องที่พูดกันเหล่านี้จะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน ทั้งทางยูเอ็นและรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นผู้ดูแลค่ายผู้อพยพ ควรต้องเข้ามาทำการตรวจสอบ ทั้งเรื่องอิทธิพล การเรียกรับผลประโยชน์ การละเมิดสิทธิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งกรณีการทำร้ายร่างกายล่าสุดที่เกิดขึ้นด้วย” นายปรัชญากล่าว
.
ด้านนายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในสัดส่วนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ระบุว่าปัญหาผู้ลี้ภัยตรงนี้ ทางราชการใช้คำว่า “ที่พักพิงชั่วคราว” คือไม่ได้ประกาศว่าเป็นศูนย์อพยพอย่างเป็นทางการ ทั้ง 7 ศูนย์ในจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ซึ่งศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือที่แม่หละที่เกิดเรื่องเมื่อวานนี้
.
ผู้อพยพกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่อพยพเข้ามาหลังกการสู้รบเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว และยังคงต้องอยู่ต่อไปเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศได้ และยังมีกลุ่มคนใหม่เข้ามาเกือบตลอด สถานะข้อมูลที่สหประชาชาติ UNHCR ทำ กับของกรมการปกครองทำ ไม่แน่ใจเลยว่าตรงกันหรือไม่
.
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเรื่องของความกดดันที่สะสมมาเป็นสิบ ๆ ปี ทั้งรื่องการหาผลประโยชน์ในศูนย์อพยพ เช่นการค้าขาย การอนุมัติออกไปข้างนอก สินค้าที่จะเข้าไปขายในศูนย์ ล้วนต้องจ่ายผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ เป็นความไม่เป็นธรรมหนึ่งสำหรับผู้อพยพที่สะสมมาเป็นสิบ ๆ ปี มาตรการโควิดที่เกิดขึ้นก็มีหลายมาตรฐาน เลยเกิดความกดดันที่จุดชนวนความไม่พอใจขึ้นมา
.
ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องนี้ นายมาานพระบุว่าเคยมีการเสนอขึ้นมาครั้งหนึ่ง ว่าให้รัฐบาลไทยกับเมียนมา ทำงานร่วมกันโดยการให้สัญชาติเมียนมากับผู้อพยพเหล่านี้ จากนั้นก็ออกพาสปอร์ตให้ เปลี่ยนสถานะจากผู้อพยพที่ไม่มีตัวตน ไม่มีเอกสาร ให้กลายเป็นแรงงานถูกต้องตามกฎหมาย
.
“เมื่อประเทศไทยขาดแรงงานอยู่แล้ว คนเหล่านี้ไม่มีเอกสารราชการเมียนมาอยู่เลย รัฐบาลไทยกับเมียนมาก็รับรองสถานะบุคคลเหล่านี้เป็นเป็นพลเมืองเมียนมา แล้วค่อยออกพาสปอร์ตกับกรีนการ์ดให้ทำงานในประเทศไทย ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาในระดับหนึ่งได้” นายมานพกล่าว
.
นายมานพยังกล่าวอีกว่าต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ คนเหล่านี้ไม่อยากมาอยู่ที่นี่ แต่เขาอยู่ที่ประเทศตัวเองไม่ได้ โดยหลักสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย อย่างไรประเทศเราต้องยอมรับ ที่ผ่านมาพวกเขาอยู่ในกรอบกติกามาตลอด ทีนี้เมื่ออยู่มานานเกินไปแล้ว โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ปัญหาจึงสะสมขึ้นมา
.
ซึ่งก็ต้องตั้งข้อสังเกตด้วย ว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลตรงนี้หรือไม่ ที่เป็นเหตุให้ไม่มีความพยายามแก้ปัญหาให้สุดทางอย่างที่ควรจะเป็น
.
“อยากให้มองถึงเรื่องรากเหง้าปัญหาจริง ๆ คนที่มาอาศัยที่นี่ล้วนหนีร้อนมาพึ่งเย็น ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ถ้าไม่มีมูลเหตุเขาไม่ลุกขึ้นสู้หรอก มันมีมูลเหตุให้คนเหล่านี้ที่ถูกกดทับลุกขึ้นสู้ พวกเขาเองก็รู้ดีว่าการที่ตัวเองไม่มีอำนาจในมือ ไม่มีแม้แต่สถานะบุคคล มันเป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่จะเรียกร้องอะไร การที่พวกเขาลุกขึ้นสู้แบบนี้มันย่อมเกิดความไม่ปกติที่เกิดขึ้นจากกลไกการบริหารภายในค่ายเป็นมูลเหตุสำคัญ” นายมานพกล่าวทิ้งท้าย