‘ปกรณ์วุฒิ’ ถามสด ‘ชัยวุฒิ’ กรณีควบรวม TRUE – DTAC ส่อ ‘ผูกขาดตลาด’ จวก ‘รัฐบาล’ อย่าเกียร์ว่างเพื่อปัดความรับผิดชอบ ยืนยัน ‘กสทช. – กขค.’ ล้วนมีอำนาจตรวจสอบ ยกบทเรียน ตปท. คาดการณ์ ผู้เล่นน้อยราย ‘ค่าบริการ’ แพงขึ้นแน่

0
99

วันที่ 25 พ.ย. 64 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ต่อนายกรัฐมนตรีโดยได้มอบหมายให้ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ตอบแทน ในกรณี ‘การควบรวมกิจการ TRUE และ DTAC เพื่อการผูกขาดตลาด’ หรือไม่

.

***หน่วยงานเกียร์วาง เกิด ‘สุญญากาศทางกฎหมาย’

.

ในคำถามแรก นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า กรณีนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่ง กสทช. อ้างว่า ตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ระบุว่า หากประสงค์จะทำการรวมธุรกิจกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ต้องรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนการดำเนินการ แต่หน่วยงานอ้างว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ทำให้ยังไม่มีอำนาจทำอะไรได้ และถึงแม้ว่าจะถึงขั้นตอนนั้นแล้ว หรือต่อให้พิจารณาเห็นว่าการรวมธุรกิจจะผลกระทบต่อการแข่งขันหรือก่อให้เกิดการผูกขาด กสทช. ก็ไม่มีอำนาจไปยับยั้ง  ทำได้เพียงแค่กำหนดมาตรการเฉพาะขึ้นมาเท่านั้น ส่วนทาง กขค. ก็อ้างตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ว่า มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำของธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลในเรื่องการแข่งขันทางการค้า

“ทั้งที่จริงๆแล้ว ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ดังนั้น กสทช. จึงมีอำนาจในการออกประกาศทันที โดยไม่ต้องรอให้มารายงาน 30 วันก่อนการดำเนินการ และสิ่งที่ควรต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น คือการแอบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า Gun jumping ซึ่งเป็นอันตรายต่อสภาพการแข่งขันมาก และในต่างประเทศมีคดีประเภทนี้เยอะมากๆ

“แต่ถึงแม้ออกประกาศได้ก็ยังมีปัญหา เพราะขณะนี้กำลังเกิด ‘สุญญากาศทางกฎหมาย’ เพราะองค์กรที่ สามารถระงับยับยั้งการควบรวมกิจการได้ต่างบอกว่าไม่มีอำนาจ กขค. บอกว่าไม่สามารถพิจารณาการควบรวมของธุรกิจโทรคมนาคมได้เพราะมีกฎหมายเฉพาะ แต่กฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ.กสทช. กลับไม่มีอำนาจยับยั้งการควบรวมกิจการ ถ้าตีความแบบนี้ก็จะแปลว่า ‘ธุรกิจโทรคมนาคม’ เป็นธุรกิจที่ไม่มีหน่วยงานรัฐใดเลยที่สามารถระงับการควบรวมกิจการที่อาจทำให้เกิดอำนาจเหนือตลาดได้ เรื่องที่ใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่มีองค์กรใดเลย ที่บอกว่าตนเองมีอำนาจในการตรวจสอบ  ซึ่งความจริงก็มีความเห็นจากอาจารย์นิติศาสตร์ว่า ถ้ากฎหมายของ กสทช .ทำงานไม่ได้ พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า ก็มีมาตราที่ว่าด้วยการใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด และการห้ามทำข้อตกลงที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน ที่อาจจะพอจะเอามาใช้ตรวจสอบการควบรวมได้ เข้าใจดีว่า ทั้งสององค์กรมีลักษณะที่เป็นองค์กรอิสระที่รัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่อาจจะอิสระมากไปจนก็น่าสงสัยว่าเป็นอิสระจากประชาชน เป็นอิสระจากการตรวจสอบด้วยหรือเปล่า”

.

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะผู้ที่รักษาการตาม พ.ร.บ.กสทช. คือ นายกรัฐมนตรี และผู้ที่รักษาการตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คำถามก็คือ รัฐบาลจะมีการมีการเรียกหน่วยงานมาชี้แจง เพื่อพูดคุยเจรจาหาทางออก หรือเพื่อให้ทั้ง 2 หน่วยงานไปสรุปให้ได้ว่า กรณีนี้หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ หรือทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องร่วมกันดูแลตรวจสอบในส่วนที่ต่างกัน หรือจะมีมาตรการใดๆ ในการหาทางออกในการตีความกฎหมาย 2 ฉบับนี้หรือไม่ หรือรัฐบาลจะปล่อยเกียร์ว่างให้เกิดสุญญากาศแบบนี้ ปล่อยให้เกิดการควบรวมโดยที่ไม่มีการตรวจสอบ หรือประเมินผลกระทบใดๆ และถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ในอนาคตอาจจะมีการควบรวมที่อาศัยสุญญากาศทางกฎหมายเกิดขึ้นอีก โดยรัฐบาลปล่อยให้ประชาชนรับผลกระทบที่เกิดขึ้นเอาเองเช่นนั้นหรือ

.

ในคำถามนี้ ชัยวุฒิ ตอบว่า  การควบรวมกิจการครั้งนี้มีข่าวว่าจะส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญและทั้งสองกิจการกลายเป็นอันดับหนึ่ง รัฐบาลมีความห่วงใยในเรื่องนี้ นายกฯได้ให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาติดตามดูว่ามีอำนาจอะไรไปยับยั้งได้บ้างหากเป็นการควบรวมที่มีผลกระทบต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของการควบรวมกิจการเท่านั้น และเป็นการรวมเฉพาะในส่วนผู้ถือหุ้น ยังไม่ได้รวมในบริษัท บริษัททั้งสองยังแยกไปทำธุรกิจอยู่แต่มีเพียงแค่ผู้ถือหุ้นเป็นกลุ่มเดียวกัน

.

“ธุรกิจสื่อสารถือเป็นสาธารณูปโภค อยากให้เข้าใจว่าต้องมีการลงทุนสูงและมีความเสี่ยงสูง จึงมีลักษณะของการต้องให้สัมปทาน เหมือนธุรกิจพลังงาน โดยลักษณะธุรกิจไม่สามารถทำให้แข่งขันเสรีได้อยู่แล้ว

แต่โดยหลักคือต้องมีการกำกับดูแลโดยหน่วยงาน กรณีนี้คือ กสทช. แต่ทุกอย่างก็มีการแข่งขัน เช่นการประมูลรับคลื่นความถี่ไปทำธุรกิจเพื่อให้ประชาชนใช้บริการได้สะดวก มีการแข่งทั้งความเร็ว ทั้งราคา จะบอกว่าไม่แข่งเลยก็ไม่ถูก แต่จะบอกให้แข่งเหมือนทั่วไปก็ไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นรวมธุรกิจ ถ้าเห็นว่ามีผลกระทบ จะให้ กสทช.และกระทรวงดีอีศึกษาว่ามีผลกระทบอย่างไรและจะกำกับดูแลอย่างไร ถึงมีน้อยรายก็ต้องกำกับเรื่องราคา ต้องมีมาตรการในอนาคต

.

*** เหลือแค่ 2 ราย ทำ ‘ดัชนีผูกขาด’ พุ่งทะยาน

.

ก่อนเริ่มคำถามที่สอง ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เข้าใจดีว่าการควบรวมกิจการที่เกิดขึ้นเป็นส่วนผู้ถือหุ้น แต่ในคำสั่ง กสทช. ก็มีระบุอำนาจไปถึง ‘ผู้ควบคุมกิจการ’ ซึ่งหมายถึง บริษัทแม่ ผู้ถือหุ้น หรือ เจ้าของ ก็คือ ผู้ควบคุมกิจการเจ้าเดียวกัน เกิดสภาพความเป็นจริงว่าทั้ง 2 ราย จะกลายเป็นบริษัทที่มีเจ้าของเดียวกัน ทำให้ประชาชนจะเหลือค่ายมือถือให้เลือกเพียง 2 เจ้าเท่านั้น และเข้าใจดีว่า ธุรกิจนี้ต้องลงทุนสูงไม่สามารถมีผู้แข่งขันจำนวนมากในตลาดได้ แต่มันมีดัชนีที่ใช้เป็นเครื่องมือในการวัดความผูกขาดอยู่ เรียกว่า HHI เป็นการนำตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดของผู้เล่นแต่ละรายในอุตสาหกรรมมาคำนวณ  มีค่าตั้งแต่ 0 – 10,000 ค่ายิ่งน้อย แปลว่ามีการแข่งขันสูงมาก ค่ายิ่งมาก แปลว่า เป็นตลาดที่ผูกขาด หาก HHI เกิน 2,500 ถือว่าไม่ค่อยมีสภาพการแข่งขันแล้ว

.

“ปัจจุบันที่มี 3 เจ้าใหญ่ ค่า HHI ของธุรกิจโทรคมนาคมไทย อยู่ที่ประมาณ 3,600 แต่การควบรวมครั้งนี้ จะทำให้ตัวเลขพุ่งไปอยู่ที่ 5,012 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นสูงมาก จากสภาวะการแข่งขันที่น้อยอยู่แล้วจะยิ่งน้อยลงไปอีก สภาวะการผูกขาดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าคิดตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น อย่างทฤษฎีเกม ตลาดที่มีผู้เล่น 3 ราย กับ 2 ราย การตัดสินใจของธุรกิจในการแข่งขันด้านราคาจะต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะตลาดที่มีผู้เล่นเพียง 2 ราย เมื่ออยู่ในจุดที่ทั้งคู่พอใจในส่วนแบ่งการตลาดของตัวเอง จะทำให้ไม่มีการแข่งขันด้านราคาเกิดขึ้นเลย ขอให้ลองนึกย้อนไป 20 กว่าปีที่แล้ว ที่เราเคยมีค่ายมือถือเพียง 2 ค่าย ในยุคนั้นมีทั้งการขายในลักษณะล็อค IMEI เครื่อง ให้ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เบอร์ต่างค่ายในมือถือเครื่องเดิมได้  กลายเป็นเหมือนการขายพ่วงทั้งเครื่องและเบอร์โดยอัตโนมัติ มีค่าบริการที่แพง ทั้งที่มีแค่การสื่อสารด้วยเสียง ไม่มีแม้กระทั่ง internet แบบ GPRS แต่ค่าบริการรายเดือนสูงถึง 500 ขั้นต่ำโทรหาเบอร์ที่จดทะเบียนข้ามจังหวัด เสียนาทีละ 8- 10 บาท ในขณะที่ข้าวจานละ 20 บาท” 

.

จนปัจจุบันในตลาดมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา 3 -4 ราย อาจจะมีล้มหายจากไปบ้าง แต่สภาวะการแข่งขันของตลาดที่สูงขึ้นมา ทำให้ธุรกิจต้องแข่งขันกันทั้งด้านราคา นวัตกรรม หรืออื่นๆ ทำให้ ทุกวันนี้ประชาชนได้ใช้บริการโทรคมนาคมในคุณภาพที่ดีขึ้น และในราคาที่เปรียบเทียบแล้วถูกกว่าเมื่อก่อนมาก 

แต่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางรัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรี ชัยวุฒิ กลับให้สัมภาษณ์สื่อ ว่า “จะผูกขาดอย่างไร เรื่องมือถือมีการแข่งขันอยู่แล้ว ธุรกิจนี้มีหลายเจ้า ไม่ใช่เจ้าเดียว บางประเทศยังมีแค่เจ้าเดียว”

.

“ต้องเรียนว่า การผูกขาด ไม่ได้แปลว่า ถ้ามีมากกว่า 1 ราย จะไม่ผูกขาด มาตรการการป้องกันการผูกขาด คือการป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การครอบงำตลาด’ และป้องกันไม่ให้สภาวะการแข่งขันต่ำเกินไป จนเกิดผลกระทบกับผู้บริโภค  ซึ่งแม้มีผู้เล่นในตลาดหลายราย แต่หากมีรายใหญ่ที่กินส่วนแบ่งไป 70-80 % ก็ถือว่า ครอบงำตลาดได้

.

“ที่รัฐมนตรีบอกว่า บางประเทศมีแค่เจ้าเดียว หากดูแค่ในเอเชียมีแค่ 2 ประเทศ คือ หมู่เกาะ Solomon และ เกาหลีเหนือ และถ้าดูทั่วโลกจริงๆ ประเทศที่มีผู้ประกอบการด้านนี้รายเดียว เกือบทั้งหมดเป็นประเทศที่มีประชากรน้อยมาก หลักแสนหรือไม่เกิน 1-2 ล้านคน การให้ความเห็นแบบนี้ของรัฐมนตรีจึงขอถามว่า สิ่งที่พูดถือเป็นความเห็นของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเห็นด้วยกับการควบรวมครั้งนี้ใช่หรือไม่ แปลว่ารัฐบาลมองว่าการควบรวมครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดการผูกขาด และไม่มองว่าจะเกิดกระทบต่อประชาชนเลยหรือ”

.

นายชัยวุฒิ  ตอบคำถามนี้ว่า สิ่งที่อยากสื่อสารคือ เราไม่ได้มีแค่เจ้าเดียว แต่มี AIS ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ และมีรัฐวิสาหกิจหรือ NT ที่แข่งอยู่ห่างๆเพื่อบริการประชาชนด้วย แต่จะมีกี่รายก็ต้องบอกว่ายังไงก็มีการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ มีโอกาสฮั้ว หรือมีอำนาจเหนือตลาดกดดันผู้บริโภคอยู่แล้ว จึงต้องมีการกำกับดูแล ทุกวันนี้ก็มี กสทช. ดูแล ตนได้หารือผู้บริหาร กสทช.ที่กำลังศึกษาวิธีการไม่ให้มีการขึ้นราคา หรือลดบริการคุณภาพ จะติดตามใกล้ชิดอย่างแน่นอน

.

“ส่วนที่ถามว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่ คงตอบไม่ได้ การที่เอกชนวางแผนธุรกิจ เขาอาจไปรวมกันลดเพื่อต้นทุน เราไม่สามารถทราบหรือไปห้ามได้ เพราะถ้าไปห้ามแล้วเขาขาดทุนหรือบอกให้แข่งสูงแล้วไปไม่ได้เหมือนกรณีทีวีดิจิตอล ซึ่งนั่นเสรีเลยแต่สุดท้ายไปไม่ได้ ดังนั้น การที่เอกชนตัดสินใจ ระดมทุนแบบไหนเป็นเสรีภาพ เป็นสิทธิของเขา รัฐบาลไม่ควรไปยุ่ง เราควรมาดูที่การกำกับดูแลไม่ให้ประชาชนได้รับผล กระทบเป็นหัวใจสำคัญ

.

***ผลศึกษายุโรป ชี้ชัด เหลือน้อยรายยิ่งกระทบ ‘ผู้บริโภค’

.

ในคำถามสุดท้าย  ปกรณวุฒิ กล่าวว่า ประเด็นที่บอกว่า มีกี่รายก็แข่งขันไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลต่อการแข่งขัน ต้องย้ำว่า เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากการลดจำนวน จากผลการศึกษา ของ The European Regulators for Electronic Communications ที่ศึกษา “จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ใน 3 ประเทศ ที่เกิดการควบรวมธุรกิจนี้ จาก 4 ราย เหลือ 3 ราย ปรากฏว่า 3 ประเทศ นี้หลังจากมีการควบรวมใน 1 ปี Germany ค่าบริการเพิ่มขึ้น 30% Ireland เพิ่มขึ้น 12.5% Austria เพิ่มขึ้น 25% และการศึกษาของ บัณฑิตยสภาฮังการี ข้อมูลระหว่างปี 2003-2010 จาก 27 ประเทศในยุโรป พบว่า การควบรวมกิจการโทรคมนาคม จาก 5 เหลือ 4 ราย จะไม่ค่อยมีผลมากนัก แต่การควบรวมจาก 4 ราย เหลือ 3 ราย จะทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นในระยะยาวโดยเฉลี่ย 29% และในรายงานนี้ ยังเสนอว่า “ผู้กำกับดูแลไม่ควรอนุญาตให้ควบรวมจาก 4 ราย เหลือ 3 ราย เพราะมี ‘ความเสี่ยงสูง’ ที่ผู้บริโภคจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นในระยะยาว

.

“ 4 เหลือ 3 เขาก็ไม่แนะนำให้ทำแล้ว แต่เรากำลังจะทำจาก 3 เหลือ 2 ขอร้องว่า ไม่ต้องนับ NT ที่ส่วนแบ่งการตลาดปีล่าสุดแค่ 3% เข้าไปเพื่อบอกว่ายังมีการแข่งขัน เพราะส่วนแบ่งตลาดเท่านี้ เอกชนก็ไม่นับว่าเป็นคู่แข่งและแทบจะไม่มีผลอะไรเลยกับสภาวะการแข่งขัน แม้กระทั่ง ตัว NT เองยังเคยพูดใน กรรมาธิการงบประมาณ ปีล่าสุดว่า เน้นการรับงานจากพันธมิตร ซึ่งก็คือหน่วยงานรัฐ ไม่ได้คิดจะแข่งขันกับเอกชน 

.

“ที่ท่านรัฐมนตรีชัยวุฒิบอกว่า การควบรวมเป็นเรื่องปกติ และการควบรวมจะทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้จริง ทำให้ธุรกิจมีต้นทุนที่ต่ำลง อันนี้ก็จริง ลองคิดดูก็ได้ว่า ถ้ามีการ Shift ของ Technology การประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป ถ้ามีผู้เล่นที่เข้าร่วมประมูลเท่านี้  ธุรกิจจะประมูลคลื่นได้ในราคาที่ต่ำลงแน่ๆ แต่รายได้เข้ารัฐก็ต่ำลงด้วยและอะไรทำให้ท่านคิดว่า จะทำให้ผู้บริโภคจ่ายในราคาถูกลง การควบรวมเป็นเรื่องปกติก็จริง หากเป็นการควบรวมระหว่างรายเล็ก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุน เพื่อแข่งกับรายใหญ่ได้ แต่การควบรวมของรายใหญ่มันมีแต่การผูกขาด เหลือรายใหญ่แค่ 2 ราย เขาไม่จำเป็นต้องลดราคา”

ปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ในโลกในยุคนี้ การสื่อสารโดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย เป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ในการขยับสถานะของตัวเอง ทั้งในการหาความรู้ และในการหารายได้ ต้องมีอินเตอร์เน็ทติดตัวเราทุกที่ทุกเวลา แต่สุดท้าย สิ่งที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งรัฐบาลประกาศไว้ในนโยบายว่าเป็นเรื่องสำคัญกลับกลายเป็นมีความเสี่ยงว่าประชาชนต้องจ่ายต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว รัฐบาลเหมือนเข้าใจกลุ่มทุนหรือเกิน แต่ฟังแล้วไม่มั่นใจว่าท่านเข้าใจหัวอกกประชาชนแค่ไหน   

.

“เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะมีกรณีที่คล้ายๆกันนี้เกิดขึ้น คือการควบรวมธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ เป็นคำครหาที่มีมาตลอดกับรัฐบาลและองคาพยพของ คสช. ในองค์กรรัฐต่างๆ ถึงสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ระหว่างอำนาจรัฐกับกลุ่มทุนรายใหญ่ทั้งหลาย  การออกกฎหมายและการดำเนินนโยบายต่างๆ หรือแม้กระทั่งการวางเฉยกับบางเรื่องก็มีคำครหาอยู่เสมอ ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน มากกว่าการเห็นแก่ผลประโยชน์ของประชาชน ในกรณีนี้ สังคมก็กำลังตั้งคำถามว่ารัฐกำลังทำเพื่อเอกชน เพื่อกลุ่มทุน

เมื่อการตัดสินใจของท่านเกิดคำถามต่อสังคมก็ต้องตอบให้ได้

.

“ในคำถามนี้ ผมขอมอบพื้นที่ให้ท่านรัฐมนตรี ตอบคำถามกับพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่รัฐบาลจะกระทำใดๆต่อไปในกรณีนี้ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์ของกลุ่มทุน หากการควบรวมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงและเกิดผลกระทบกับประชาชนตามที่คาดไว้ รัฐบาลคิดเอาไว้หรือไม่ว่า จะมีมาตรการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาให้กระทบน้อยที่สุดอย่างไร”

.

ชัยวุฒิ ตอบคำถามสุดท้ายว่า นี่ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง แต่กลุ่มทุนวางแผนของเขาเอง รัฐบาลไม่ได้ไปทำเพื่อเกิดประโยชน์กับใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ธุรกิจโทรคมนาคมมีต้นทุนสูง แต่ทุกอย่างมีความเสี่ยง ต้องให้โอกาสให้เขาได้คิดเพื่อประโยชน์สูงสุดของเขา แต่สิ่งที่เราต้องคิดคือการกำกับดูแลซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กสทช.ติดตามเรื่องนี้อยู่ และมีอำนาจควบคุมกำหนดราคาขั้นสูง การกำหนดบริการขั้นต่ำ เท่าที่ทราบจะมีออกมาหลายมาตรการแต่ยังไม่เวลาที่ต้องได้ข้อสรุปตรงนี้ เพราะทั้งหมดเพิ่งเริ่มจะต้องติดตามศึกษาต่อไป