อย่าหาทำ! สำนักพุทธกาฬสินธุ์ รายงาน “นาย” อ้างยังมี 7 นักการเมืองเคลื่อนไหวต้านเจ้าคณะ จว.รูปใหม่ แต่ฝ่ายสงฆ์ยุติแล้ว? “มหานิยม” แนะลืมตาดูความจริง! เจ้าคณะอำเภอ-ตำบลแห่ลาออกทั้งจังหวัด

0
852

(24 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในโลกออนไลน์มีการแชร์หนังสือบันทึกข้อความของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2564 เรื่อง รายงานความเคลื่อนไหวของศิษยานุศิษย์ กรณีมหาเถรสมาคมมีมติปลดเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

โดยในเอกสารอ้างว่าคณะสงฆ์ (ธรรมยุต) ได้ยุติความเคลื่อนไหว แต่ยังคงมีศิษยานุศิษย์ที่เป็นฝ่ายการเมืองเคลื่อนไหวทำการล่ารายชื่อ 1 แสนรายชื่อ เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกา 7 รายด้วยกัน โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของนายนิยมเวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย 

ล่าสุดนายนิยม เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ผอ.สำนักพุทธจังหวัด ไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้หัวเรื่องที่อ้างว่ามีมติจากมหาเถรสมาคมว่าปลดเจ้าคณะจังหวัดนั้น มหาเถรสมาคมเพียงแต่รับทราบจากเอกสารที่ส่งเข้าที่ประชุมแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการลงมติแต่อย่างใด “ซึ่งจะถือว่ามีการสอดไส้เพื่อถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด” ได้หรือไม่? รวมถึงจะมีผู้บงการสำนักพุทธจากมือที่มองไม่เห็นหรือไม่? และที่อ้างว่ามีคณะสงฆ์ได้ยุติแล้ว แต่ในความเป็นจริง มีพระสังฆาธิการได้ลาออกจากเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เป็นรายวัน อย่างนี้จะบอกว่ายุติได้อย่างไร สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำนักพุทธต้องออกมาชี้แจงในความไม่ชอบธรรม ตนจึงขอถามไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 4 ข้อ ตามที่เคยมีผู้ได้ยื่นหนังสือไปยังสำนักพุทธฯไปแล้วดังนี้

1.การที่ สนง.พุทธฯ ออกมาให้ข่าวว่าการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดว่า “ทำถูกต้องตามกฎหมาย” นั้นทำไมถึงมีคนออกมาโต้แย้งคัดค้าน “คำว่าถูกต้องตามกฎหมายต่างกับชอบด้วยกฎหมาย” เพราะถูกต้องตามกฎหมายคือ“ทำได้เพราะกฎหมายให้อำนาจ” แต่ชอบด้วยกฎหมายคือ “เหตุผลและความชอบธรรมในการใช้อำนาจตามที่กฎหมายให้”

2.เมื่อไม่แสดงเหตุผลว่าถอดถอนทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร หากมีประชาชนยื่นขอเอกสารข้อมูล เกี่ยวกับการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่ “เลขาธิการมหาเถรสมาคม” อีกทั้งเป็น “ผู้ทำเอกสารยื่นมติ มส.” รวมถึงได้ออกมาให้ข่าวดังกล่าวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่จะให้ข้อมูลแก่ผู้มายื่นขอเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในเหตุผลและความชอบธรรมในการใช้อำนาจถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด ทำให้สังคมชาวพุทธและศิษยานุศิษย์ของเจ้าคณะจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดได้ทราบเหตุผลของการถอดถอนดังกล่าว

3.ถ้าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งเป็นสิทธิที่ประชาชนคนใดมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 41 และ 59 รวมถึง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการมาตรา 4 และมาตรา 11 ที่สามารถขอข้อมูลและเอกสารหลักฐานในการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดได้ เมื่อไม่ให้หรือไม่เปิดเผย ผู้ขอยังมีสิทธิไปยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและมีสิทธิไปฟ้องต่อศาลปกครองต่อไปซึ่งมีตัวอย่างมากมายที่ประชาชนใช้สิทธิดังกล่าวไปยื่นขอข้อมูลจากทางราชการ ทั้งการที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจมีประชาชนคนใดเห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรมที่ไม่ยอมเปิดเผยน่าจะเป็นการถอดถอนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพราะไม่เปิดเผยแสดงออกมาก็อาจนำเรื่องการถอดถอนที่ไม่ชอบนี้ไปกล่าวโทษผู้มีอำนาจหน้าที่ในการถอดถอนเพราะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายต่อ ป.ป.ช.ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ได้

4.อยากจะให้การแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดที่มาแทนเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) ชอบด้วยกฎหมายตามกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัด ที่มีรายละเอียดดังนี้

ข้อ 14 พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ต้องมีคุณสมบัติโดยเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้

(1) มีพรรษาพ้น 10 กับมีสำนักอยู่ในเขตจังหวัดนั้น และ

(2) กำลังดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือ

(3) กำลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี หรือ

(4) มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นสามัญ หรือเป็นพระคณาจารย์โทขึ้นไป หรือเป็นเปรียญธรรมไม่ต่ำกว่า 6 ประโยค

นายนิยมกล่าวอีกว่า แม้แค่เพียงในอนุหนึ่งสำหรับเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) องค์ใหม่ที่มีสำนักอยู่จังหวัดหนองคายจะชอบด้วยกฎหมายได้อย่างไร 

ทั้งนี้ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ตนจะนำเรื่องถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัด ไปตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี และขอสภาตั้งญัตติ เพื่อศึกษาพิจารณาว่าการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 จังหวัดดังกล่าว ว่าใช้อำนาจดำเนินชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมีประชาชนคัดค้านโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง สำหรับพระเล็กหากท่านจะมีทิฐิน้อยลงมาหน่อย เพื่อพระพุทธศาสนา ท่านจะสละลาออกจากตำแหน่งก็จะเป็นการดี สังคมสงฆ์กาฬสินธุ์ก็จะไม่แตกแยก