กมธ.แก้ไขปัญหาโควิดฯ เชิญ ‘คนกลางคืน-ธุรกิจบันเทิง’ ร่วมถกทางออก ชี้ สั่งปิดไร้มาตรการเยียวยา วอนหาทางผ่อนปรนช่วยเหลือเร่งด่วน ตัวแทน ศบค.แจงเหตุสั่งปิด ไม่ได้ด้อยค่า แต่เป็นมาตรการทางสาธารณสุข ด้าน ‘ปกรณ์วุฒิ’ สวน ส่งผลกระทบมหาศาล ถามเคยลงพื้นที่สำรวจปัญหาจริงบ้างหรือไม่

0
97

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ 411 อาคารรัฐสภา สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานกรรมาธิการคนที่ 4 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตาม พระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นประธานการประชุมในการพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืน ร้านอาหาร ธุรกิจภาพยนตร์บันเทิง โดยมีการเชิญผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวร่วมเชิญชี้แจง
.
สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้ประกอบการภาคธุรกิจกลางคืนเเละภาคธุรกิจบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ ที่เคยมายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการฯเเละพรรคก้าวไกลมาให้ข้อมูลกรณีได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐไปจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพ หลายมาตรการมีลักษณะผิดฝาผิดตัว ไร้การเหลียวเเล โดยได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ระลอกเเรกจนถึงปัจจุบัน แต่รัฐยังไม่เคยหาเเนวทางเพื่อให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพได้เทียบเท่าธุรกิจภาคกลางวัน ซึ่งรัฐต้องไม่ลืมว่าพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินให้ภาคธุรกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องพูดคุยหาทางออกเพื่อคลี่คลายผลกระทบเหล่านี้
.
ด้าน ธัญญ์นิธิ ปภัสสุรีย์โชติ ตัวเเทนสมาพันธ์ผู้ประกอบธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิง กล่าวว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจนและมีสินเชื่อที่เข้าถึงกลุ่มคนนี้ แต่ที่ผ่านมามาตรการของรัฐเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการ จึงต้องการมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีการเยียวยาจากภาครัฐอย่างครอบคลุม เพราะทุกวันนี้ผู้ประกอบการไม่มีรายได้เลย
.
“สำหรับกรณีที่ ศบค.มีมติจะเปิดประเทศในวันที่ 1ตุลาคม 2564 อยากสะท้อนไปยังรัฐบาลว่า ภาคธุรกิจท่องเที่ยวไม่ได้มีเเค่ภาคกลางวัน นักท่องเที่ยวไม่ได้ชมวัดเเล้วกลับไปนอน แต่ยังมีภาคธุรกิจกลางคืนที่สามารถสร้างสรรค์ สร้างเม็ดเงินให้กับประเทศอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผับ บาร์ หรือแม้แต่รถเข็นสตรีทฟู้ด ที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับประเทศไทย จึงอยากให้มองหาแนวทางผ่อนปรนสำหรับพวกเราด้วย” ธัญญ์นิธิ ระบุ
.
ขณะที่ ณิกษ์ อนุมานราชธน อีกหนึ่งผู้แทนจากสมาพันธ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในหลายประเทศมีมุมมองในการบริหารจัดการธุรกิจกลางคืนว่าเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างเม็ดเงินและมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ ไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งมัวเมาหรืออบายมุข เป็นอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่าให้ประเทศได้ไม่แตกต่างจากข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวหรือต้มยำกุ้ง แต่ทุกครั้งที่มีการเยียวยากลับไม่เคยมีตัวเลขที่สอดคล้องกับความเป็นจริงแม้แต่ครั้งเดียว จึงอยากให้มองการประกอบอาชีพกลางคืนเหมือนคนที่ทำธุรกิจกลางวัน
.
ในส่วนของ อนุชา บุญวัฒนา นายกสมาคมผู้ประกอบการภาพยนตร์ไทย กล่าวว่า มาตรการของรัฐในครั้งนี้ ส่งผลกระทบคนวงการบันเทิงอย่างมหาศาล ทางกองถ่ายภาพยนต์จึงอยากให้มีมาตรการที่สามารถทำให้คนบันเทิงยังสามารถทำงานของเขาได้ เช่น การจำกัดผู้ถ่ายทำในเบื้องต้น หรือการตรวจเชื้อไวรัสก่อนทำงาน อย่างในต่างประเทศก็มีนโยบายเพื่อบริหารจัดการดูเเลธุรกิจบันเทิงอย่างครอบคลุมและชัดเจน ทำให้เขายังทำงานได้ ในส่วนข้อเสนอจึงอยากให้ลดข้อผ่อนปรนในการถ่ายทำจากไม่เกิน 20 คน เป็นไม่เกิน 50 คน เพื่อให้ธุรกิจบันเทิงสามารถขับเคลื่อนได้ในภาวะที่ดีขึ้น
.
ขณะที่ พลากร ดาวเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะตัวแทนของ ศบค.กล่าวว่า การบริหารจัดการของรัฐแบ่งเป็นสองส่วน ทั้งความมั่นคงด้านสาธารณสุขเเละในส่วนของเรื่องการเยียวยาควบคู่กันไป ในเรื่องของการออกข้อกำหนดจะมอบให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูเเล ส่วนทาง ศบค.จะรับนโยบายนำเสนอนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ซึ่งในเรื่องสถานประกอบการกลางคืน สาเหตุจำเป็นที่จะต้องสั่งปิดกิจการ เพื่อให้สอดรับมาตรการการจำกัดความเคลื่อนไหวเเละพฤติกรรมของประชาชนที่จำเป็นต่อปัจจัย 4 รวมไปถึงสภาพเเวดล้อม ซึ่งตัวผู้บริโภคหากเคลื่อนย้ายไปหลายที่ อาจกลาย Super spreader จากการถอดบทเรียนที่ทองหล่อ ทำให้พบว่าการควบคุมทำได้ยากในเชิงระบาดวิทยา เหตุผลที่สั่งปิดจึงไม่ใช่การด้อยค่าหรืออย่างไร เเต่เป็นความจำเป็นของด้านสาธารณสุข
.
ขณะที่ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการฯ และอดีตนักดนตรีกลางคืน กล่าวว่า รัฐควรออกมาตรการเยียวยาอย่างชัดเจนเเละตรงจุด และอยากถามไปยังรัฐบาลเช่นกันว่า เคยลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจปัญหาหรือไม่ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเหล่านั้นมหาศาล ถ้าเทียบกับเศษเงินที่รัฐให้ หลายมาตรการพวกเขาเหล่านั้นก็เข้าไม่ถึง
.
“ที่สำคัญคือ รัฐควรหามาตรการในการผ่อนปรน เช่น การให้บุคคลากรทางด้านสาธารณสุขลงปฏิบัติงานหน้าพื้นที่เพื่อตรวจเชื้อไวรัสผู้ใช้ก่อนเข้ารับบริการ รวมไปถึงจัดหาวัคซีนให้กับพนักงานอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นการป้องกันต่อผู้ให้บริการเเละผู้ใช้บริการ ส่วนกรณีที่กล่าวว่า หากเปิดให้บริการอาจมีสารคัดหลั่งเป็นต้นเหตุในการกระจายของเชื้อโรคนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะสิ่งกล่าวเป็นมองในภาพรวม เเต่ไม่ได้มาจากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งผลกระทบนั่นได้ส่งผลต่อครอบครัวผู้ประกอบการอย่างมากด้วย” ปกรณ์วุฒิ ระบุ