ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธฯ แจ้งข้อหาตำรวจ 17 นาย คดีจับพระ

0
850

เมื่อวันที่๓๐สิงหาคม  ๒๕๖๒นายจรูญวรรณกสิณานนท์ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินเดินทางไปยังแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อผู้บังคับการกองป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) โดยระบุว่าตามที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้เกี่ยวข้องในคดีได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและร่วมกันต้องข้อหา”ร่วมกันฟอกเงิน” และส่งฟ้องพระพรหมดิลก(เอื้อนกลิ่นสาลี) และพระอรรถกิจโกศล(สมทรงอรรถฤษณ์) วัดสามพระยา  กรุงเทพต่อศาลาคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางจากการได้รับงบประมาณอุดหนุนทั่วไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๖จำนวน๕,๐๐๐,๐๐๐บาทจนเป็นเหตุให้พระทั้งสองรูปถูกจับกุมและคุมขังในเรือนจำเป็นเวลานานกว่า๑ปีเศษนั้น

บัดนี้ทางกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและพบว่างบประมาณดังกล่าวเป็นงบอุดหนุนทั่วไป  และสำนักงานพระพุทธศาสนาก็ได้มีการอนุมัติให้กับวัดต่างๆในหลายวัดในคราวเดียวกันนอกจากนี้ยังมีหน่วยงานราชการอื่นเข้ามาขอใช้งบประมาณดังกล่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในงบประมาณเดียวกันกับที่อนุมัติให้กับวัดต่างๆด้วย  เช่น  สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ปีพ.ศ.๒๕๕๔จำนวน๓,๐๐๐,๐๐๐บาท  , สำนักงานศาลยุติธรรมปีพ.ศ. ๒๕๕๕จำนวน๕,๐๐๐,๐๐๐บาท  และปีพ.ศ.๒๕๕๖จำนวน๓,๐๐๐,๐๐๐บาทและสำนักงานอัยการสูงสุดปีพ.ศ.๒๕๕๕จำนวน๒,๐๐๐,๐๐๐บาทรวมทั้งสิ้น๑๓,๐๐๐,๐๐๐บาทเป็นต้นซึ่งผิดระเบียบตามพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณพ.ศ.๒๕๐๒  มาตรา๑๘ที่กำหนดว่ารายจ่ายที่กำหนดไว้สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดีพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็ดีจะโอนหรือนำไปใช้สำหรับส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจอื่นมิได้เป็นต้นนอกจากนี้  ยังขัดแย้งกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.๒๕๓๔มาตรา๑๙/๑วรรคสองอีกด้วยซึ่งแตกต่างจากวัดหรือพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาซึ่งได้สามารถได้รับงบประมาณอุดหนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้และมีระบุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำกับชัดอยู่แล้ว

กรณีดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำคดีย่อมทราบดีว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้นสามารถอนุมัติงบอุดหนุนให้แก่วัดหรือกิจกรรมของพระศาสนาโดยตรงได้อยู่แล้วและไม่ผิดระเบียบตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.๒๕๓๔มาตรา๑๙/๑วรรคสอง  และทราบดีว่างบประมาณดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ที่มาได้อันเป็น“ความผิดมูลฐาน” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.๒๕๔๒แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่๕) พ.ศ.๒๕๕๘  ตามมาตรา๓(๒) มาตรา๔(๔) มาตรา๕(๙) และมาตรา๖(๒๐) และ(๒๑) อีกด้วย 

นอกจากนี้ตามพยานหลักฐานในคดี  เจ้าพนักงานตำรวจย่อมทราบดีอีกว่าในการอนุมัติงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่ละปีนั้น  มีวัดจำนวนมากที่ได้รับงบประมาณดังกล่าวไปพร้อมกันและทราบดีว่ามีหน่วยงานราชการอื่นของรัฐได้รับงบอุดหนุนดังกล่าวไปในคราวเดียวกันด้วย  แต่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดกลับเลือกที่จะดำเนินคดีเฉพาะวัดสามพระยา  วัดสระเกศราชวรมหาวิหารและวัดสัมพันธวงศารามเท่านั้น  การตั้งข้อหาดังกล่าวยังขัดแย้งกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา๒  และมาตรา๕๙วรรคหนึ่งวรรคสองและวรรคสามและมาตรา๖๗แห่งรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง

การกระทำของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา๘๓ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นตามมาตรา๑๕๗  และเพื่อจะกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษหนักขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  ตามมาตรา๒๐๐แห่งประมวลกฎหมายอาญา  อันมีความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว

โดยรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดในคดีนี้รวม๑๗  คน  ดังนี้

๑. พลตำรวจตรีประเสริฐพัฒนาดี  รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง/ หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน

๒. พลตำรวจตรีอภิชาตศิริสิทธิ์  รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง/ รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน

๓. พลตำรวจตรีสุทินทรัพย์พ่วง  รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง/ รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน

๔. พลตำรวจตรี  ไมตรีฉิมเฉิด  ผู้บังคับการปราบปราม/ รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน

๕. พันตำรวจเอกชาคริตสวัสดี  รองผู้บังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๖. พันตำรวจเอกสุวัฒน์แสงนุ่ม  รองผู้บังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๗. พันตำรวจเอกวัชรินทร์พูสิทธิ์  รองผู้บังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๘. พันตำรวจเอกอรุณวชิรศรีสุกันยา  ผู้กำกับการ๒กองบังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๙. พันตำรวจเอกเริงศักดิ์ชุ่มจิตต์  ผู้กำกับการ(สอบสวน)กองบังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๐. พันตำรวจโทประสาน  ฝึกฝน  รองผู้กำกับการ(สอบสวน)กองกำกับการ๑กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๑. พันตำรวจโทสมนึกสันติภาตะนันท์  รองผู้กำกับการ(สอบสวน)กองกำกับการ๒กองบังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๒. พันตำรวจโทภูมิรพีสังข์ทอง  รองผู้กำกับการ(สอบสวน)กองกำกับการ๒กองบังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๓. พันตำรวจโทสมเกียรติพิมพกันต์  รองผู้กำกับการ(สอบสวน)กองกำกับการ๕กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๔. พันตำรวจโทสุมนลาวะปานา  รองผู้กำกับการ(สอบสวน)กองกำกับการ๕กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๕. ร้อยตำรวจเอกพิบูลย์พงศ์พิสุทธิกุล  รองสารวัตร(สอบสวน) กองกำกับการ๑กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๖. ร้อยตำรวจเอกหญิงนุตรจริน  สีเห็มทอง  รองสารวัตร(สอบสวน)กองกำกับการ๑กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

๑๗. ร้อยตำรวจเอกพุฒินันท์นาสุวรรณ  รองสารวัตร(สอบสวน) กองกำกับการ๒กองบังคับการปราบปราม/ พนักงานสืบสวนสอบสวน

เหตุเกิดเมื่อเดือนสิงหาคม๒๕๖๑  ณ  กองบังคับการปราบปรามกองกำกับการ๒เขตจตุจักรกรุงเทพ

จึงเรียนมายังผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ  เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดดังกล่าวตามมาตรา๘๓, ๑๕๗และ๒๐๐และขอให้ดำเนินการจนถึงที่สุด

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here