อึ้งเว็บไซต์ Pulony ยังอยู่ ‘ณัฐวุฒิ’ ฉะ ‘งบโหมไฟใต้’ เน้นโฆษณาชวนเชื่อเหมือนเดิม ชี้ แค่เปลี่ยนชื่อโครงการหวังตบตาสภา แต่ไม่จริงใจสร้างสันติภาพ

0
592

ณัฐวุฒิ บัวปทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 โดยระบุว่า อภิปรายงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งในยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นความมั่นคง ได้กำหนดตัวชี้วัดว่า จะต้องลดงบประมาณด้านความมั่นคงปีละ 10 % และลดจำนวนเหตุรุนแรงปีละ 20% และในงบแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้ 7,144.30 ล้านบาท ปรากฎว่าลดลงจากปีที่แล้ว 1,145 ล้านบาท และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี
.
“ตัวเลขที่ลดลงเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้พิจารณาถึงรายละเอียดก่อนว่า การจัดสรรงบแบบนี้จะช่วยดับไฟใต้ลงจริงหรือไม่ ขอย้ำอีกรอบว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้คือการเจรจาสันติภาพกับฝ่ายผู้เห็นต่าง ดังที่ Peace Survey เคยทำผลสำรวจไว้เมื่อต้นปี 2562 ว่าประชาชนในพื้นที่ 65% เห็นว่าการพูดคุยสันติภาพเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา ต่อมา ช่วงต้นปี 2563 หลายฝ่ายได้แสดงความต้องการให้เกิดเจรจาสันติภาพอย่างชัดเจน ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2565 นี้จึงควรเป็นปีที่การเจรจาสันติภาพต้องเป็นวาระที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ที่นับเป็นตลกร้ายคือ แม้ทิศทางของสถานการณ์จะมุ่งไปสู่การเจรจาสันติภาพและมีแผนยุทธศาสตร์ที่จะนำชายแดนภาคใต้กลับสู่สภาวะปกติ ปรากฏว่ารายละเอียดของงบประมาณกลับเปลี่ยนไปจากปีก่อนๆน้อยมาก”
.
ณัฐวุฒิ ชี้ว่า เมื่อดูสัดส่วนของงบประมาณแล้ว พบว่า งบโฆษณาชวนเชื่อยังคงมีสัดส่วนสูงที่สุดเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด ตามมาด้วยงบความมั่นคง สัดส่วนสูงถึง 35% ในขณะที่งบกระบวนการสันติภาพที่ควรได้รับความสำคัญเป็นอย่างสูง กลับมีสัดส่วนเพียง 8% เท่านั้น ลดลงไปเกือบครึ่ง ลำดับความสำคัญยังคงเป็นแบบเดิม สิ่งที่รัฐบาลทำออกมา คือแค่ลดให้พออ้างได้ว่าทำตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว หรือให้พอเอาหน้ารอดต่อสภาได้เท่านั้น แต่โครงการเจ้าปัญหาต่างๆ ยังถูกเก็บไว้ทั้งหมด
.
“โครงการด้านโฆษณาชวนเชื่อยังอยู่ ยังจำโครงการ ‘ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง’ ได้หรือไม่ เราเคยอภิปรายไปแล้วว่าแท้จริงมันคืองบล้างสมอง ส่งทหารเข้าโรงเรียนไปปลูกฝังค่านิยมแบบทหารกับเด็กนักเรียน พยายามครอบงำประชาชนให้คิดแต่ในแบบที่กองทัพต้องการ โครงการนี้หายไปแต่มีโครงการ ‘เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้’ เข้ามาแทนที่ โดยรายละเอียดแทบจะถอดแบบกันมา เพียงแค่ปีนี้งบลดลง 103 ล้านบาท อย่างงบเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 68 ล้านบาท ของ กอ.รมน. รูปแบบกิจกรรมยังเขียนเหมือนเดิมว่าเป็นการ ‘ส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง’ โดยเพิ่มตัวชี้วัดเป็นจำนวนเยาวชน ครู และผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น นี่เป็นพยายามตบตาสภาใช่หรือไม่ ในเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลเห็นว่าสภาไม่พอใจชื่อโครงการ เลยเปลี่ยนชื่อ พฤติกรรมแบบนี้คือการเห็นสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงตรายางเหมือนสมัย สนช. แค่ตกแต่งเอกสารให้สวยๆ ก็เอามาให้เห็นชอบได้สบายๆ ใช่หรือไม่”

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ในจำนวนนี้เป็นงบ ‘ข่าวกรองเชิงรุก’ ของ กอ.รมน. ถึง 310 ล้านบาท หรือก็คือการสร้างสายข่าว เอาเงินไปเลี้ยงดูปูเสื่อ เรื่องนี้พรรคก้าวไกลเคยอภิปรายไปแล้วว่าคือการสร้างความแตกแยกหวาดระแวงในพื้นที่ เปิดช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีและคอร์รัปชัน กอ.รมน. ยังมีงบสนับสนุนและใช้งานเครือข่ายมวลชนเพื่องานความมั่นคงในชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่นอกแผนบูรณาการฯ อีก 540 ล้านบาท เท่ากับว่า กอ.รมน. มีงบเพื่อใช้ประโยชน์ในงานสายข่าวชายแดนภาคใต้ถึง 850 ล้านบาท
.
“ที่สำคัญก็คือ เมื่อเช้านี้ผมได้ลองเปิดเว็บ Pulony ดูอีกครั้ง ยังอยู่และยังอัปเดตบทความสร้างความแตกแยกอยู่จนทุกวันนี้ ยังคงโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชน โจมตีประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาลอย่างไม่มีหยุดหย่อน นี่คือส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพข่าวกรองจริงหรือไม่ เว็บแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพอย่างไร และถ้าได้งบปี 64 ไป เว็บนี้ก็จะยังอยู่ทำ IO แบบนี้ต่อไปอีกใช่หรือไม่”
.
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากสภาจะยังสนับสนุนงบประมาณแบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ไม่ต่างกับการราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ที่เผาเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ และผลาญชีวิตและอนาคตของพี่น้องชายแดนภาคใต้ให้กลายเป็นเถ้าธุลี หากรัฐบาลยังคงจัดสรรงบบนฐานของความไม่ไว้ใจประชาชนตั้งแต่ต้น แล้วจะยังเหลืออะไรให้ประชาชนไว้วางใจรัฐได้ และเมื่อประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐแล้ว กระบวนการไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนถาวรคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้
.
“หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อประชาชน จงล้มเลิกโครงการโฆษณาชวนเชื่อเสีย ปรับลดงบความมั่นคงลงให้มากยิ่งกว่านี้ หยุดงานข่าวกรองที่รุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคลแบบล้นเกิน หยุดสร้างสายข่าว ทูตแห่งความแตกแยก แล้วเอางบเหล่านั้นมาเพิ่มพูนให้กับกระบวนการสันติภาพ การเยียวยาประชาชนที่ถูกกระทำโดยรัฐ การสร้างพื้นที่ที่ผู้คนอยู่ร่วมกันโดยยังคงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ พิสูจน์ความจริงใจให้เห็นผ่านการจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง”