ณัฐวุฒิ แถลงต่อศาลขอทราบความคืบหน้า หลังร้องขอศาลให้แจ้งผู้บริหารศาลอาญา ปมการใช้สิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์กรณีจำเลยเป็นนักโทษถูกคุมขัง แต่เจ้าหน้าที่ศาลนำสำเนาอุทธรณ์ไปปิดหน้าเรือนจำ ส่งผลไม่ได้รับหมายฯ และกระทบการใช้สิทธิยื่นแก้อุทธรณ์

0
171

3 ธ.ค. 63 นายธำรงค์ หลักแดน ทนายความของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 63 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เบิกตัวนายณัฐวุฒิ จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อสืบพยานในฐานะจำเลยคดีจัดการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อปี 2552 (สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

โดยก่อนเริ่มสืบพยานนายณัฐวุฒิลุกขึ้นแถลงด้วยวาจาต่อศาลว่า ขอทราบความคืบหน้าถึงแนวทางการปฏิบัติ กรณีพนักงานอัยการยื่นสำนวนอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาล ในขณะที่จำเลยต้องคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำคุกอยู่ในเรือนจำในคดีอื่น

เนื่องจากนายณัฐวุฒิในฐานะจำเลยคดีการชุมนุมปี 2553 (คดีก่อการร้าย) ประสบปัญหาไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์จากศาล ภายหลังศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีปี 2553 ต่อมาอัยการยื่นอุทธรณ์และเจ้าหน้าที่ศาลนำหมายสำเนาอุทธรณ์ไปส่งโดยวิธีปิดหมายที่เรือนจำ แต่ทางเรือนจำยืนยันว่าไม่ได้รับหมาย นายณัฐวุฒิจึงไม่สามารถยื่นคำแก้อุทธรณ์ตามกระบวนการ

ขณะที่ศาลเจ้าของสำนวนคดีปี 2553 มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ที่ร้องขอให้ศาลไต่สวน และอนุญาตให้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ โดยระบุเหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ได้ปิดหมายที่เรือนจำโดยชอบแล้ว

นายณัฐวุฒิ แถลงด้วยวาจาต่อศาลด้วยว่า ข้างในเรือนจำเกิดปรากฏการณ์ที่จำเลยไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์หรือฎีกา หลายราย ทำให้เสียสิทธิแก้อุทธรณ์หรือฎีกา กระบวนการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ผู้ต้องขังซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยหลายคนเสียสิทธิ จึงขอทราบแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความชัดเจน จะได้เป็นหลักประกันความยุติธรรมแก่ผู้ต้องขังทุกคนทุกคดี

ขณะที่ศาล แนะนำให้ทำคำร้องไปในสำนวนปี 2553 และแนะนำให้ปรึกษาทนายความ เพราะเบื้องต้นได้รายงานเรื่องนี้ต่อผู้บริหารของศาลอาญาแล้ว

.

ทนายความของนายณัฐวุฒิ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 63 ก่อนเริ่มสืบพยานคดีจัดการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อปี 2552 นายณัฐวุฒิลุกขึ้นแถลงด้วยวาจาต่อศาลว่า นอกจากคดีนี้ ตนยังเป็นจำเลยในคดีก่อการร้ายจากการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่แยกราชประสงค์ โดยจำเลยทั้งหมด 24 คน ต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ต่อมาระหว่างที่อัยการโจทก์จะอุทธรณ์ ตนต้องคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอื่นให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน ในช่วงเวลาดังกล่าวพนักงานอัยการยื่นสำนวนอุทธรณ์ต่อศาล

ระหว่างที่จำเลยอื่น ๆ ทยอยได้รับสำเนาอุทธรณ์จากศาลเพื่อยื่นคำแก้อุทธรณ์ตามกระบวนการ แต่นายณัฐวุฒิยังไม่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ จึงมอบหมายให้ตนตรวจสอบ

พบว่า เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายสำเนาอุทธรณ์ไปส่งโดยวิธีปิดหมายที่เรือนจำ ฯ แต่ทางเรือนจำ ฯ ยืนยันว่าไม่ได้รับหมาย จึงนำหนังสือราชการของทางเรือนจำประกอบคำร้องยื่นต่อศาล เพื่อขอให้ศาลไต่สวน และอนุญาตให้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ของนายณัฐวุฒิ

แต่ล่าสุดได้รับทราบเมื่อเช้าวันที่ 27 พ.ย. ว่าศาลมีคำวินิจฉัยยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ได้ปิดหมายที่เรือนจำโดยชอบแล้ว ซึ่งหมายความว่านายณัฐวุฒิจะถูกตัดสิทธิ์ในการยื่นคำแก้อุทธรณ์ในคดีนี้ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง เมื่อทางเรือนจำไม่ได้รับหมาย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นายณัฐวุฒิจะได้รับ และเมื่อจำเลยไม่ได้รับหมายด้วยเหตุดังกล่าว จะให้จำเลยต้องทำอย่างไร เพราะไม่มีใครนำหมายสำเนาอุทธรณ์ไปให้กรณีนี้จำเลยอยู่ในเรือนจำ จะเดินออกมารับเองคงเป็นไปไม่ได้ การถูกตัดสิทธิ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์จึงไปสิ่งที่จำเลยยอมรับไม่ได้

จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ศาลปิดหมายที่เรือนจำในวันที่ 19 ก.ค. 63 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ทางเรือนจำจึงบอกว่าไม่ได้รับ กรณีแบบนี้ในหลายคดี ศาลใช้วิธีเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำมารับหมาย ซึ่งแตกต่างกันมากกับคดีของนายณัฐวุฒิ แม้จะมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง แต่นายณัฐวุฒิเห็นว่า ถ้าไม่แถลงต่อศาลเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจน จะไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่า ผู้ต้องขังนี้เป็นคนเล็กคนน้อยไม่มีปากเสียงจะไม่เจอแนวปฏิบัติทำให้เสียสิทธิ์แบบเดียวกับตน

“คุณณัฐวุฒิร้องขอต่อศาลให้นำเรื่องนี้เรียนเสนอผู้บริหารของศาลอาญารัชดาให้รับทราบ เพื่อพิจารณาให้ตนได้มีสิทธิในการยื่นคำแก้อุทธรณ์ ด้วยวิธีดำเนินการและการใช้ดุลพินิจที่เกิดขึ้นไม่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม แทนที่จะให้จำเลยดิ้นรนอุทธรณ์คำสั่งศาลพิจารณาแนวปฏิบัติให้รวบรัดชัดเจนก่อนดีหรือไม่ นอกจากนี้ยังปรารภกับผมว่าคดีนี้อัตราโทษสูงสุดประหารชีวิต ถ้าจะเอาแบบนี้ก็อย่าแค่ตัดสิทธิ์ แต่ตัดสินตนไปเลยดีกว่า” นายธำรงค์กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here