ก้าวไกล ย้ำจุดยืน เรียกร้องรัฐจัดการต่อผู้ชุมนุมตามหลักสากล ยุติใช้นิติสงคราม หยุดใช้ไอโอ ปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง ย้ำ หากรัฐประหารเกิดขึ้นจะเป็นการนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติ พร้อมจับตาการชุมนุมของกลุ่มประชาชนในวันนี้

0
141

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วย พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรค
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา นิติพล ผิวเหมาะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เเถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันเเละการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลเเละเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต่อผู้ชุมนุม.

วิโรจน์ ระบุว่าเราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าประชาชนมีสิทธิที่จะชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาล ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการชุมนุมครั้งใดที่ผู้ชุมนุมจงใจที่จะก่อความรุนแรงแต่แรก เว้นแต่ว่ารัฐได้สร้างเงื่อนไขยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
ประเด็นแรก การสร้างเงื่อนไขการชุมนุมอย่างไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานเช่นการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งเข้าพื้นที่ได้ แถมได้รับการดูแลเรื่องรถสุขาอย่างดี ในขณะที่ผู้ชุมนุมอีกกกลุ่มหนึ่งกลับถูกจำกัดพื้นที่

ประเด็นที่สองคือการทำนิติสงครามกับผู้ชุมนุม บังคับใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ มีการจับกุมตัวแทนของผู้ชุมนุม และยัดข้อหาร้ายแรงต่างๆ แถมกลั่นแกล้งด้วยการจับกุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในประเด็นที่ 3 การที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมก่อน ทั้งๆที่ผู้ชุมนุมไม่ได้ส่งสัญญาณหรือท่าที ที่จะก่อจลาจล แต่อย่างใด
ในประเด็นที่ 4 คือ การอ้างการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมิได้เข้าข่ายการก่อจลาจล รวมทั้งใช้เอาเหตุการณ์หนึ่งมาเหมรวมประชาชน เพื่อนำมาเป็นเหตุในการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง เกินสัดส่วนแบบเหมารวม และที่สำคัญมีการเกณฑ์ประชาชน และยั่วยุผ่านขบวนการ IO เพื่อให้เกิดการปะทะกันของประชาชน ในลักษณะม็อบชนม็อบ ซึ่งล้วนแต่เป็นความรุนแรงที่รัฐสรรค์สร้างขึ้นมาเองทั้งสิ้น โดยที่ผ่านมารัฐบาล มักจะสร้างวาทกรรม เพื่อโยนบาป และใส่ความทุกอย่างไปที่ผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นเหยื่อ โดยที่รัฐไม่เคยรับผิดที่ตนเป็นผู้สร้างเงื่อนไขความรุนแรงขึ้นเอง หนำซ้ำยังกล่าวหาว่า
“ถ้าไม่ออกมาชุมนุม ก็คงไม่เจอเจ้าหน้าที่ทำร้าย” ทั้งๆ ที่สิทธิการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิที่จะสร้างเงื่อนไข เพื่อเอามาเป็นเหตุในการป้ายสี และเข้าไปทำร้ายประชาชน

รวมไปถึงการกล่าวหาว่า“ออกมาชุมนุมบ่อยๆ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน” ทั้งๆ ที่รัฐควรจะตั้งคำถามกับตนเองว่า ประชาชนจะออกมาชุมนุมซ้ำทำไม ถ้ารัฐจัดหาพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเจรจาพูดคุยรับข้อเรียกร้องของประชาชนมาพิจารณา อย่างสมเหตุสมผล พอรัฐบาลไม่แยเส เเละคุกคามประชาชน สิ่งเหล่านี้ทำให้. “ วิโรจน์ ระบุ.

วิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ พรรคก้าวไกล จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล บริหารจัดการสถานการณ์การชุมนุม ให้เป็นไปตามหลักสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่หลักสากลที่รัฐบาลอ้าง แต่กลับถูกประณาม และตั้งคำถามจากเวทีนานาชาติ ยุติการใช้นิติสงคราม บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนอย่างเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรม ยุติการสร้างเงื่อนไขยั่วยุ การใช้ขบวนการ IO ปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกันเอง รวมทั้งการเกณฑ์คนมาเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการปะทะแบบม็อบชนม็อบ เพื่อหาสาเหตุการใช้กฎหมายพิเศษเข้ามาจัดการกับประชาชน โดยไม่คำนึงถึงนิติรัฐ

“ สำหรับกลุ่มบุคคลที่กำลังคิดที่จะล้มล้างการปกครองด้วยการทำรัฐประหาร พรรคก้าวไกลยืนยันว่า หากรัฐประหารเกิดขึ้น จะเป็นการนำพาประเทศไปสู่ความวิบัติ นอกจากจะซ้ำเติมให้สังคมมีความบอบช้ำ และขัดแย้งกันแบบร้าวลึก ยังจะนำมาซึ่งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ การลงทุนภายในประเทศจบสิ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความทุกข์ยากของประชาชน แบบทุกหย่อมหญ้าอีกด้วย และจะทำให้ประเทศไทยถูกขีดฆ่าออกจากเวทีโลก ในที่สุด ซึ่งเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่อาจที่จะยอมรับการทำรัฐประหารได้อีกแล้ว “

ขณะที่ สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในฐานะรองหัวพรรค กล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้มีจัดตั้งคณะติดตามการชุมนุม โดยมีสส.ของพรรคในการลงพื้นที่รับทราบข้อเท็จจริง เเละดูความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นต่อนักศึกษาและผู้ชุมนุมที่ภาครัฐสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีฝ้ายตรงข้าม ตลอดจนถนนเเละพื้นที่ชุมนุมและการบริการด้านสาธารณสุข ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สิทธิของการชุมนุมสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดยที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการด้วยสันติวิธี ปราศจากอาวุธ หลีกเลี่ยงต่อการปะทะที่เกิดขึ้นในสังคม จะเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือด ให้เป็นประเด็นที่รัฐบาลจะใช้เป็นเครื่องมือในการใช้กฎหมายพิเศษ โดยพรรคก้าวไดล จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ชุมนุมที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามหลักสากล ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อถามถึงกรณีเมื่อช่วงเช้า (25 พ.ย. 63 ) กลุ่มภาคีเครือข่ายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ยื่นหนังสือต่อนาย ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบสมาชิกสภาชิกรัฐสภาที่มีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบัน โดยรายชื่อของส.ส.พรรคก้าวไกล วิโรจน์ กล่าวว่า ทุกครั้งที่เราลงพื้นที่สังเกตการชุมนุม เราดูทุกครั้งว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ขุมนุมตามหลักสากลหรือไม่ เราพยายามที่จะสังเกตการเพื่อปฏิบัติตามหลักสากลเเละไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งเราไม่เคยมีพฤติกรรมที่ปลุกปั่นต่อผู้ชุมนุมเหมือนสส.ฝั่งรัฐบาล ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในฐานะสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร คือ เราพิทักษ์ความปลอดภัยของประชาชนต่อรัฐบาลที่เรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here