“ธนาธร – ปิยบุตร” แถลงกรณี กกต. มีมติแจ้งความดำเนินคดีอาญากรณีพรรคกู้เงิน อัดยับ กกต.ไม่ชอบธรรม – ชี้พิรุธการการดำเนินคดีที่ผ่านมามีเพียบ ตั้งคำถามเป็นเครื่องมือผู้มีอำนาจหรือไม่ – ลั่นพร้อมสู้ต่อเพื่อยุติ “นิติสงคราม” ยันตั้งพรรคการเมืองด้วยเจตนาดี – เดินหน้าไม่ถอยแม้อิสรภาพจะมีเวลาจำกัด

0
203

***”ธนาธร – ปิยบุตร” แถลงกรณี กกต. มีมติแจ้งความดำเนินคดีอาญากรณีพรรคกู้เงิน

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์  นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วยอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกันแถลงข่าว สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้สำนักงาน กกต. แจ้งความดำเนินคดีอาญากับอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ 16 คน จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากกระทำผิดมาตรา 66 ประกอบมาตรา 72 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กู้ยืมเงินจากนายธนาธร

นายปิยบุตร กล่าวว่า จะพูดเรื่องนี้ต้องย้อนถึงกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง กก.บห. 10 ปี เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยอาศัยเหตุผลเรื่องการกู้เงิน ซึ่งมีปัญหาทางกฎหมาย มีปัญหาความชอบธรรม และเป็นคดีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก ทั้งนักนิติศาสตร์ นักบัญชี นักการเงิน อดีต กกต. อดีตผู้พิพากษา ฯลฯ เพราะเรื่องนี้มีปัญหาตั้งแต่เบื้องต้น ทั้งด้านกระบวนการที่ทำอย่างเร่งรัดเร่งรีบ โดยจุดเริ่มต้น กกต.ตั้งเรื่องจากการกู้เงินถือว่าเป็นรายได้และเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดเกินเกิน 10 ล้านบาทต่อปี แต่ต่อมากก็เพิ่มเรื่องการรับเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา 72 เข้ามา ก็เพราะว่า มาตรา 72 สามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญและมีเหตุให้ยุบพรรคได้ จากนั้นก็ดำเนินการอย่างเร่งรีบ เราพบเอกสาร กกต. ระบุการยกคำร้องในหลายอนุกรรมการที่ กกต.ตั้งขึ้น แต่สุดท้าย กกต.ชุดใหญ่ก็ให้ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญและคดีนี้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการไต่สวนพยานบุคคล ทำได้แต่เพียงส่งคำให้การเป็นเอกสาร และที่น่าสังเกตด้วยคือในเวลานั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายท่านได้หมดวาระไปแล้ว กระบวนการสรรหาคนใหม่กลับคาอยู่ในวุฒิสภา ต่ออายุกันไปเรื่อยๆ แล้วพอยุบพรรคอนาคตใหม่เสร็จ ก็มีการสรรหาชุดใหม่ได้เรียบร้อย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่

***”ปิยบุตร” อัดยับ กกต.ไม่ชอบธรรม – ชี้พิรุธการการดำเนินคดีที่ผ่านมามีเพียบ

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า ตัวคำวินิจฉัยเองก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก กรณีที่บอกว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลมหาชน จะทำอะไรได้ต้องมีกฎหมายบอกให้ทำ ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่เห็นด้วย นี่เป็นการกลับลำอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็วิจารณ์ว่าเรื่องนี้ไม่เห็นด้วย พรรคการเมืองนั้นเป็นนิติบุคคลเอกชน ถ้าไม่อยากให้ทำอะไรต้องเขียนให้ชัดเจน นอกจากนี้คำวินิจฉัยว่าเงินกู้ว่าแม้ไม่ใช่รายได้แต่เป็นรายรับ ก็ถูกนักบัญชีวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้แต่เรื่องความเสมอภาค การเลือกปฏิบัติ เพราะกับพรรคอื่นๆ หลายพรรคที่กู้เงินแต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี นี่ก็เป็นคำถาม ยังมีกรณีการเอามาตรา 66 มาปนกับมาตรา 72 การให้กู้และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ถือว่าเป็นการให้ประโยชน์อื่นใด เมื่อเกิน 10 ล้าน จึงกลายเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้เป็นการแปลความเกินตัวบท เกินเจตนารมณ์ของกฎหมายไปมาก เพราะมาตรา 72 นั้น ใช้กับเงินผิดกฎหมาย เช่น เงินที่มาจากการค้ายาเสพติด ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ ฯลฯ แต่นี่เป็นการตีความว่าเงินกู้นี้รับไม่ได้ จึงเป็นเงินไม่ชอบ นี่คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด

“อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปแล้ว เราเดินหน้ารณรงค์ทำงานความคิดต่อ จึงก่อตั้งเป็นคณะก้าวหน้าและตัดสินใจสนับสนุนผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น ผ่านมา 8 เดือน 7วัน  วันนี้เกิด กรณี กกต.จะดำเนินคดีอาญา ซึ่งผมมีข้อสังเกตว่า เมื่อ 19 ตุลาคม นายสนธิญาณ สวัสดี นักร้องขาประจำคนหนึ่ง ร้องเรื่องนี้ไปที่ กกต.ทวงถามว่าเมื่อไหร่จะดำเนินคดีอาญากับพวกเราเสียที แล้วก็ไม่รู้ว่าบังเอิญหรืออย่างไร เพราะ 7 วันต่อมา คือ 26 ตุลาคม กกต.ก็มีมติให้ดำเนินคดีอาญาต่อนายธนาธรในฐานะผู้ให้กู้เงิน และ กก.บห.พรรคทั้งหมดในฐานะเป็นคนรับเงิน กระบวนการเรื่องนี้กลับตาลปัตร เพราะถ้า กกต.เห็นว่าการกู้เงินนั้นกู้ไม่ได้ เป็นการให้ประโยชน์อื่นใดกับพรรค และพรรครับเงิน กกต.เห็นแต่แรกต้องเอาไปดำเนินดคีอาญา ต้องไปแจ้งความ สน.ทุ่งสองห้อง เรื่องไปอัยการ ไปศาลอาญาต่อไป  แต่ไม่ ตอนนั้นปลายปี 2562 กกต.กลับเอามาตรา 72 ขึ้นมาใช้ เพราะเป็นกุญแจเดียวที่จะเปิดทางสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ และความตั้งใจของ กกต. คือยุบพรรคเสร็จแล้วค่อยเอามาดำเนินคดีอาญาต่อ ทั้งที่จริงๆ เรื่องนี้ไปศาล รธน ไม่ได้ ต้องใช้คดีอาญาตั้งแต่เริ่มต้น” นายปิยบุตร กล่าว

***ชี้คดีอาญาต้องเริ่มกระบวนการใหม่ – ผลผูกพันทุกองค์กรเฉพาะ “ผลคำวินิจฉัย”

นายปิยบุตร กล่าวว่า กรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ทางวิชาการตามตำราแล้วหมายถึงผูกพันเฉพาะผลคำวินิจฉัย คือพรรคถูกยุบไปแล้ว ทุกองค์กรก็ต้องรับว่าไม่มีพรรคนี้แล้ว และกก.บห. ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามนี้ ดังนั้น ผูกพันเฉพาะผลตามนี้ บรรดาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เหตุผลประกอบที่ศาล รธน นำมาใช้ไม่จำเป็นต้องผูกพันองค์กรอื่นและศาลอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะคดีนี้ที่ต้องต่อสู้กันใหม่ มิใช่ว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วก็เอามาดำเนินคดีอาญาต่อโดยไม่ต้องไต่สวน ให้เอาเข้าคุกอย่างเดียว ซึ่งถ้าหากตีความกันอย่างนี้ หากใช้กฎหมายกันอย่างนี้ จะเกิดผลประหลาดขึ้น นั่นคือ ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศาลอาญาโดยปริยาย เพียงแต่ไม่ได้ตัดสินเอง แต่วางแนวไว้ให้ ถ้าเป็นแบบนี้ ใครถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ก็จะต้องลุ้นตลอดเวลาว่าจะถูกดำเนินคดีอาญาหรือคดีอื่นๆ อีกหรือไม่ อย่างนี้ก็เหมือนกับ กกต.เป็นผู้เปิดเกม แทงสนุ้กลูกแรกแล้วก็จะชิ่งกระทบไปหมด ตนขอย้ำว่า การผูกพันทุกองค์กร ผูกพันเฉพาะผลคำวินิจฉัยเท่านั้น

“ยืนยันตรงนี้ว่า เราพร้อมสู้คดีนี้อย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าจะดำเนินต่อไปได้ เมื่อ 21 ก.พ.ที่ผ่านมาที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมยืนแถลงตรงนี้ว่า ภาพยนตร์เรื่องยุบพรรคดำเนินมาหลายครั้ง และผู้กำกับต้องการให้จบแบบเดิม แต่ผมยืนยันว่าจะไม่จบแบบเดิม หากคิดว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์เรา จะเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม แต่จริงๆ แล้วท่านคิดผิด เพราะมันคือไฟลามทุ่งต่างหาก และ 8 เดือน 7 วันที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไฟลามทุ่งจริงๆ นักวิชาการ นักวิเคราะห์หลายท่านบอกว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นหนึ่งในสาเหตุความไม่พอใจ ที่ทำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนออกมาชุมนุม เราไม่อาจจะเคลมหรอกว่าเป็นผลสืบเนื่องมากน้อยขนาดไหน แต่ผู้รู้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งแน่ๆ ที่สั่งสมความไม่พอใจ จนเกิดระเบิดออกมาในวันนี้” นายปิยบุตร กล่าว

***ตั้งคำถาม กกต. เป็นเครื่องมือผู้มีอำนาจหรือไม่ – ลั่นพร้อมสู้ต่อเพื่อยุติ “นิติสงคราม”

นายปิยบุตร กล่าวว่า กกต.ชุดนี้ ดำรงตำแหน่งวันแรกก็ถูกตั้งคำถามแล้ว เพราะมีที่มาจาก คสช. และเมื่อดำรงตำแหน่ง การทำงานก็ถูกตั้งคำถามตลอดเวลา ว่าใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ การพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่คนถามว่าเสมอภาคกันหรือไม่ สูตรคำนวนปาร์ตี้ลิสต์พิสดาร การออกใบเหลืองใบแดงที่น้อยมาก แต่ใบส้มที่ทำให้มีการเลือกตั้งใหม่แต่ต่อมาศาลยกคำร้องว่าไม่ผิด ฯลฯ  การปฏิบัติงานตั้งแต่วันแรกจนวันนี้มีคนตั้งคำถามตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้ว กกต. ที่เราออกแบบขึ้นมานั้นเพื่อจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เพื่อให้การเลือกตั้ง คือ การแสดงออกเจตจำนงประชาชนที่แท้จริง  แต่กลายเป็นว่า กกต. ชุดปัจจุบันถูกตั้งคำถามว่า จะมีไปทำไม ถ้ามีแล้วกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ตนคิดว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่จนถึงการดำเนินคดีอาญากับพวกเราต่อไป จะเป็นคำถามที่ดังขึ้นอีกวว่า เรามี กกต. เพื่อจัดการเลือกตั้ง หรือเป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

“วันก่อน มีคนตั้งคำถามผมว่า ถ้าพรรคถูกยุบแล้ว พวกเรายุติบทบาทโดยกลับไปทำงานอื่นอาจจะไม่โดนคดีอาญาหรือไม่ หรือถ้าย้อนไปจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ ผมตอบยืนยันว่า ถ้าเราต้องการให้กระบวนการนิติสงครามยุติ มีทางเดียวคือต้องสู้ สู้ทั้งที่ระบบและการใช้กฎหมายนั้นไม่เป็นธรรมกับเรา เพราะถ้าไม่สู้เลย นิติสงครามจะบดขยี้คนอื่นๆ ต่อไป มีแต่เดินหน้าสู่อย่างนี้เท่านั้นจึงจะยุตินิติสงครามได้  ทั้งนี้ ในส่วนของคดีอาญานี้ต้องดูว่า กกต. จะแจ้งความ สน.ทุ่งสองห้องเมื่อไหร่ และจะเริ่มต้นกระบวนการนี้เมื่อไหร่ เราพร้อมเต็มที่ ส่วนเรื่องข้อกังวล ถ้าว่าตามหลักกฎหมายก็ตามที่เราสู้มาตลอดตั้งแต่คดียุบพรรค เรายืนยันในหลักการ  ถ้าจะกังวลก็แค่กับกระบวนการนิติสงครามที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เราทราบกันดีว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย ถูกตั้งคำถามเสมอว่าอำนวยความยุติธรรมหรือกลายเป็นเครื่องมือผู้มีอำนาจไปแล้ว ซึ่งไม่เฉพาะกับเราเท่านั้น แต่เกี่ยวกับทุกคนเลยว่า กระบวนการยุติธรรมอำนวยความยุติธรรมให้ทุกคนอย่างเสมอหน้า หรือกระบวนการยุติธรรมถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้คนบางคน” นายปิยบุตร กล่าว

***”ธนาธร” ยันตั้งพรรคการเมืองด้วยเจตนาดี – ลั่นเดินหน้าไม่ถอยแม้อิสรภาพจะมีเวลาจำกัด

ด้าน นายธนาธร กล่าวว่า เจตนารมย์พวกเรา เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาด้วยความหวังดี เราเสนอตัวเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า เราต้องการทำพรรคการเมืองแบบใหม่ พรรคการเมืองที่ทุกคนเป็นเจ้าของ พรรคการเมืองที่ไม่ใช้เงินซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง พรรคการเมืองที่ยึดมั่นด้วยอุดมการณ์ไม่ใช่ผลประโยชน์ พรรคที่เอาชนะใจผู้คนด้วยนโยบาย นั่นก็เพื่อที่จะดึงศรัทธาประชาชนให้กลับมาในระบอบรัฐสภาอีกครั้ง และเราก็สร้างพรรคนี้ขึ้นมาและทำมันอย่างโปร่งใส ซึ่ง กกต. ระดับปฏิบัติการหลายท่านยืนยันได้ ว่าเอกสารต่างๆ ที่เราทำนั้นทำอย่างโปร่งใสแค่ไหน ซึ่งหลายคนเอ่ยปากชมเรื่องการพยายามทำพรรคการเมืองให้โปร่งใส แต่แน่นอน  ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ การตั้งพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องยาก ไม่มีเงินทำพรรคไม่ได้ เพราะต้องมีสาขาพรรค ต้องมีตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ต้องมีสมาชิกพรรคที่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าสมาชิก ฯลฯ เราตั้งพรรคโดยตระหนักว่ากฎหมายไม่อยู่กับเรา ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นคุณกับเรา แต่เราก็ตั้งใจสู้ในระบบ เพราะมองว่าความเปลี่ยนแปลงในระบบรัฐสภาสันติที่สุด เราไม่รับบริจาคจากนายทุนใหญ่ เราระดมทุน เราขายสินค้า แต่ที่สุดก็บอกว่าห้ามขายออนไลน์ จนสุดท้ายก็ออกมาในรูปแบบของเงินกู้ เราทำพรรคด้วยความตั้งใจ แต่สิ่งที่เราได้รับคือการยุบพรรคอย่างนี้เหรอ ทั้งที่ถ้าไปถามใครต่อใคร ต่อให้มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ต่อให้มีอุดมการณ์เสรีนิยม พรรคการเมืองแบบนี้ไม่ใช่เหรอที่เราอยากได้

“เรายืนยันถึงเจตนาที่ดีในการสร้างพรรคการเมือง พรรคที่ทุกคนเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่เป็นธรรมที่เราได้รับ อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอบคุณประชาชนที่ยืนหยัดเป็นพลังให้เราเดินต่อไป สู้ต่อไป ขอบคุณที่เข้ามาให้กำลังใจ จับมือ หยิบยื่นความปรารถนาดีให้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เราถอยไม่ได้ เพราะยังมีคนรอคอยเราอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นหยุดยั้งเราไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเศษหินในรองเท้า ทำให้เสียสมาธิ เสียเวลา แต่เรายังเดินหน้าต่อไป ถึงแม้ว่าอิสรภาพของเราอาจจะมีเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนที่กล้าหาญกว่าพวกเรา ไม่ว่าจะเป็น ทนายอานนท์ นำภา รุ้ง -ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล รวมถึงคนอื่นๆ  คนเหล่านี้ยังยืนหยัด ซึ่งถ้าเรายอมแพ้ตอนนี้ เราจะตอบคนเหล่านี้ว่าอย่างไร เราจะตอบคนที่อายุน้อยกว่าเรา คนที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าเราได้อย่างไร  ดังนั้น เราจะเดินหน้าต่อไปอย่างหนักแน่น คดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่ยอมให้ลดทอนข้อเรียกร้อง ในการยืนหยัดสร้างประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยที่คนทุกคนเท่าเทียมกัน” นายธนาธร กล่าว

*** ชี้ผู้มีอำนาจไม่ยอมรับว่ามีปัญหา – ซ้ำยังหว่าน “เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง” ให้การใช้ความรุนแรงชอบธรรม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่านายธนาธรอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร นายธนาธร ระบุว่า ข้อกล่าวหาว่าเราอยู่เบื้องหลัง ข้อกล่าวหาว่าต่างชาติอยู่เบื้องหลัง หรือข้อกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ อย่างแรกที่สุดเราต้องเข้าใจว่า การแสดงออกเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และข้อเสนอต่างๆ ของพวกเขานั้น ไม่มีข้อใดพูดถึงเรื่องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ สิ่งที่เรียกร้องคือเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เหมาะกับยุคสมัย และสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แต่สิ่งที่เราเห็นจากผู้มีอำนาจคือการไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของปัญหานี้ ไม่ว่าจะในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภา ถ้าเราไม่ยอมรับในปัญหา เราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร การจะแก้ไขปัญหาได้ เราจะต้องตระหนักร่วมกันก่อน ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการตระหนักจากฝั่งผู้มีอำนาจเลย เหตุนี้ เราจึงเป็นกังวล เพราะแทนที่จะยอมรับแล้วแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ วิธีการที่รัฐบาลเลือกใช้คือการโหมกระพือความเกลียดชัง ให้คนเข้าใจผิดว่าผู้ชุมนุมต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย นี่คือการให้ประชาชนเลือกข้างว่าจะอยู่ข้างสถาบันกษัติรย์ หรืออยู่ข้างผู้ชุมนุม ซึ่งในอดีตเส้นแบ่งเรื่องการเลือกข้างเบลอๆ แต่ครั้งนี้ชัดมาก นี่คือเรื่องอันตราย ไม่สมควรทำ

“และที่สำคัญ เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังที่ถูกรัฐบาลหว่านไว้กำลังเติบโต เราได้เห็นมาแล้ว เช่น ข่าวนักเรียนที่ไม่ยืนเคารพธงชาติโดนจิกหัวตบ หรือเหตุการณ์ทำร้ายผู้ชุมนุมที่ ม.รามคำแหง กลุ่มคนเหล่านี้ผมไม่เชื่อว่าถูกจ้างมาทำ แต่พวกเขาทำเพราะจิตสำนึกที่ถูกสร้างมาทำให้คนเกลียดชังกัน และการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฝั่งสมาชิกวุฒิสภา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยความเกลียดชัง  ดังนั้น วันนี้เราต้องทำความเข้าใจร่วมกัน รับฟังด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ด้วยความมีวุฒิภาวะ เพราะถ้าเราไม่หยุดยั้งเมล็ดพันธุ์แห่งการเกลียดชังจะเป็นต้นไม้ จะเติบโตทำให้การใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างมีความชอบธรรม อยากให้ทุกคนกลับมามีสติ บ้านเมืองเราพอมีทางออกได้ อย่าปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป เพราะถ้าเติบโตแล้วจะแก้ไขยากมาก” นายธนาธร กล่าว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here